ทั่วโลกเริ่มปฏิเสธที่ตั้ง Data Center

สูบทรัพยากรสูง ไม่สร้างงานจริงในท้องถิ่น

ในขณะที่ประเทศไทยตื่นเต้นกับการเข้ามาลงทุนสร้าง ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่หลายบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก เข้ามาปักหลักใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นสำคัญในภูมิภาค ด้วยงบประมาณการลงทุนนับแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Generative AI ที่นับวันจะยิ่งมีความสำคัญต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยอาคารที่มีลักษณะคล้ายโกดังเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นแสนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรโอเวอร์ฮีต และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงลิ่ว

ในหลายประเทศกลับเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการเข้ามาตั้ง Data Centers เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงทั้งน้ำที่ต้องใช้เพื่อหล่อเย็นระบบ การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อทำให้ระบบทั้งหมดทำงานอย่างราบรื่น ยิ่งปัจจุบัน ระบบ AI เช่น แชตบอต ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปภาพต่างๆ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ ไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) เพื่อรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วง สิ่งที่ตามมาคือการบริโภคพลังงานในระดับที่น่าตกใจ ศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวอาจสูบพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ ทั้งเมืองได้เลย

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2030 พลังงานที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องการ อาจมีปริมาณสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นเสียอีก เพื่อเอาชนะในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การแข่งขันทางอาวุธ AI” บรรดาบิ๊กเทคต่างเดินหน้ากว้านซื้อที่ดิน สิทธิในแหล่งน้ำ และทำข้อตกลงด้านพลังงานอย่างรุนแรง

การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและขาดการตรวจสอบ บริษัทเทคโนโลยีมักทำข้อตกลงลับหลังกับรัฐบาลระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค โดยยื่นข้อเสนอที่คลุมเครือเกี่ยวกับการสร้างงานและนวัตกรรม เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางภาษี ที่ดินสาธารณะ และการเข้าถึงแหล่งน้ำ

ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อตกลงที่มักข้ามหัวชุมชน เช่น ในพื้นที่ ออโรรา โกเมซ นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Tu Nube Seca Mi Río ในสเปน ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดนี้ว่า บ่อยครั้งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกนำไปตั้งในพื้นที่ชนบทที่ยากจน มีอัตราการว่างงานสูง และมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ชาวบ้านและแม้แต่นายกเทศมนตรีในท้องถิ่นกลับเพิ่งทราบเรื่องจากหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อสัญญาถูกเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่คำสัญญาเรื่องการสร้างงานหลายพันตำแหน่งในหลายประเทศอย่างโรมาเนียหรือเนเธอร์แลนด์ กลับเกิดขึ้นจริง 1 หนึ่งใน 4 เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนเหล่านี้มักได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีที่ควรถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างโรงเรียน หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าการนำไปประเคนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้ไร้หนทางต่อสู้ ทั่วโลกเริ่มเกิดกระแสการเรียกร้องความโปร่งใสและสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การรับมือกับการคุกคามทางสิ่งแวดล้อมจากศูนย์ข้อมูลสามารถทำได้ผ่านหลายแนวทาง

การต่อสู้เริ่มได้จากการตรวจสอบผังเมืองและใบอนุญาตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การใช้สิทธิเรียกร้องข้อมูลข่าวสารของราชการ (FOI) สามารถเปิดโปงขนาดที่แท้จริงของการใช้น้ำและพลังงานที่บริษัทอาจปิดบังไว้ ดังเช่นที่เกษตรกรในเนเธอร์แลนด์เคยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมล้มโครงการขนาดใหญ่ของ Meta มาแล้ว

ภาคประชาชนเดินหน้าทำงานร่วมกับนักอุทกวิทยา วิศวกร และนักวิเคราะห์พลังงาน สามารถนำคำกล่าวอ้างของบริษัทมาตรวจสอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นในเยอรมนีและสวีเดน ที่ผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนแฝง และเสนอแนวทางนำความร้อนทิ้ง (Waste Heat) กลับมาใช้ประโยชน์

ในยุโรปที่ประชาชนตื่นรู้ในเรื่องกังกล่าว และมีส่วนร่วมเดียวกันของชุมชนสามารถรวมพลังกดดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% บังคับใช้ขีดจำกัดการใช้น้ำ และกำหนดให้บริษัทต้องรายงานดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

ทั้งนี้การตั้งคำถามถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการ ต่อต้านเทคโนโลยี เสมอไป ทว่าประชาชนกำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนนวัตกรรม AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยสเกลที่เล็กลงและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดขนาดของศูนย์ข้อมูลลงตามไปด้วย

ยกตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าให้เห็นแล้ว เช่น ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีการดึงความร้อนทิ้งจากเซิร์ฟเวอร์มาใช้ในระบบทำความร้อนของเมือง หรือในสเปนที่โมเดลสหกรณ์ Guifi.net พิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถถูกบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยได้

ปัจจุบันมีองค์กรมากมายทั่วยุโรปที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม La Quadrature du Net ในฝรั่งเศส, Not Here Not Anywhere ในไอร์แลนด์, หรือ Beyond Fossil Fuels ที่ทำงานครอบคลุมหลายประเทศ พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการรับประกันว่า โครงการเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม ต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา ไม่เบียดเบียนแหล่งน้ำของชุมชน และต้องไม่บ่อนทำลายเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก

แม้โลกดิจิทัลอาจมอบความสะดวกสบายที่ไร้ขีดจำกัด แต่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้มีขีดจำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อไปจึงต้องไม่ใช่การเติบโตแบบกอบโกย แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง


อ้างอิง:

No tags found for this post.

Credit

Environman

Environman คือหนึ่งในสื่อออนไลน์ที่นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อม เป้าหมายคืออยากทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น ไม่เฉพาะการเป็นสังคมออนไลน์ที่แข็งแกร่ง แต่หวังให้ความรู้นำไปสู่การลงมือทำเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้จริง