เส้นทางรถไฟความเร็วสูง (HSR) ระหว่างบาร์เซโลนาและมาดริดเปิดให้บริการในปี 2008 ผู้โดยสารจำนวนมากเลิกเดินทางด้วยเครื่องบินและหันมาใช้รถไฟแทน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในสเปนได้อย่างมหาศาล ในขณะที่ความก้าวหน้าของระบบรางในประเทศอื่นๆ ในยุโรปยังคงล่าช้า แต่แผนงานใหม่ของคณะกรรมาธิการยุโรปอาจทำให้การปล่อยมลพิษทั่วทั้งทวีปลดลงอย่างรวดเร็ว
ก่อนปี 2008 การเดินทางระหว่างเมืองที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของสเปน บาร์เซโลนา – มาดริด ต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟมากกว่า 9 ชั่วโมง ทำให้เครื่องบินเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทางนี้ก็ลดลงทันที 40% และภายในปี 2024 สัดส่วนนี้ลดลงไปถึง 60%
การเดินทางด้วยเครื่องบินจากบาร์เซโลนาไปมาดริด ปล่อยก๊าซ CO₂ ประมาณ 74,000 กรัม ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
แต่การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง ปล่อยก๊าซ CO₂ เพียง 2,550 กรัม ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
หากไม่มีรถไฟความเร็วสูงสายนี้ การปล่อยมลพิษในเส้นทางนี้จะสูงกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันถึงสามเท่า
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 เพียงช่วงเดียว การเปลี่ยนมาใช้รถไฟช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 275 ล้านกิโลกรัม เมื่อเทียบกับการที่ผู้โดยสารกลุ่มนี้เลือกใช้เครื่องบิน ซึ่งตัวเลขนี้เท่ากับการปล่อยมลพิษของครัวเรือนในสหราชอาณาจักรมากกว่า 183,000 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ตลอดทั้งปี 2024 คาดว่าเส้นทางนี้จะช่วยลด CO₂ ได้เกือบ 1 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าการปล่อยก๊าซทั้งปีของประเทศหมู่เกาะแฟโรหรือประเทศแกมเบียเสียอีก
แม้ว่ายุโรปจะมีเครือข่ายรถไฟที่กว้างขวาง แต่ส่วนใหญ่ยังคงถูกแยกส่วนด้วยเส้นพรมแดนของแต่ละประเทศ ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนด้วยรถไฟมักจะช้าและมีราคาแพงกว่าการบินในระยะทางที่เท่ากัน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศแผนแม่บทในการขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วยุโรป (TEN-T) ภายในปี 2040 โดยมีโครงการหลัก ได้แก่
“Fehmarnbelt Fixed Link” อุโมงค์เชื่อมต่อเดนมาร์กและเยอรมนี ซึ่งจะลดเวลาเดินทางระหว่างโคเปนเฮเกนและเบอร์ลินจาก 7 ชั่วโมงเหลือเพียง 4 ชั่วโมง
“Rail Baltica” ทางรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 870 กิโลเมตรที่จะเชื่อมต่อประเทศแถบบอลติก ได้เแก่ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย เข้ากับกรุงวอร์ซอ ของโปแลนด์ และภูมิภาคที่เหลือของยุโรป
นอกจากนี้ยังพัฒนาเส้นทางจากกรุงงปารีส-มาดริด-ลิสบอน และเส้นทางเวียนนา-บูดาเปสต์-บูคาเรสต์
ความสำเร็จของสเปนไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดเสรีทางการตลาด ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการรายต่างๆ (เช่น Iryo, Ouigo และ Renfe) ทำให้ราคาตั๋วถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยุโรปยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความซับซ้อนของกฎระเบียบ เนื่องจากแต่ละประเทศมีระบบสัญญาณไฟและกฎความปลอดภัยที่แตกต่างกัน
ระบบการจองตั๋วที่ปัจจุบันยังไม่มีแพลตฟอร์มการจองตั๋วแบบรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเดินทางข้ามประเทศ
และความเหลื่อมล้ำทางภาษี ที่ยังเสียเปรียบอุตสาหกรรมการบินมักได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเชื้อเพลิง ในขณะที่ระบบรางต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางในราคาสูง
ทั้งนี้หาก ยุโรปต้องการบรรลุเป้าหมาย “ความตกลงสีเขียว” (European Green Deal) และลดการปล่อยก๊าซในภาคขนส่งลง 90% ภายในปี 2050 ยุโรปจำเป็นต้องนำบทเรียนจากสเปนไปใช้ ไม่ใช่แค่การสร้างทางรถไฟเท่านั้น แต่ต้องทำให้รถไฟเป็นทางเลือกที่ ถูกกว่า รวดเร็วกว่า และสะดวกกว่าสำหรับผู้เดินทางทุกคน