สหรัฐฯ วางแผนขยายการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา การผลิตนี้อาจถือเป็น 13% ของโควต้างบคาร์บอนที่เหลือของทั่วโลกที่จะปล่อยได้ เพื่อคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
เวเนซุเอลา แหล่งน้ำมันดิบสำรองที่มากที่สุดในโลกและต่างจากแหล่งอื่นในโลก
เวเนซุเอลา ประเทศที่ถือว่ามีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก มีการประเมินว่ามีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ราว 303 พันล้านบาร์เรล โดยน้ำมันดิบในเวเนซุเอลามีที่มาจากแหล่งหลักคือเขตโอริโนโก (Orinoco) ซึ่งมีความเข้มข้นของคาร์บอนสูงที่สุด เป็นน้ำมันดิบคุณภาพหนักและมีปริมาณซัลเฟอร์สูงเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบชนิดเบาจากประเทศอื่น เช่น ซาอุดิอาระเบีย ทำให้น้ำมันดิบจากแหล่งนี้ต้องใช้พลังงานในกระบวนการสกัดและกลั่นสูงมาก
ตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ความเข้มข้นของน้ำมันดิบจากอีกแหล่งอย่าง Johan Sverdrup ของนอร์เวย์ มีความเข้มข้นของคาร์บอนอยู่ที่ 1.6 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันจากแหล่งโอริโนโกของเวเนซุเอลามีความเข้มข้นถึง 1,460 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าต่อบาร์เรล
ตลาดน้ำมันสหรัฐฯ อาจเดินหน้า แต่โลกกำลังตกอยู่ในหายนะมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองจากบริษัท ClimatePartner ระบุว่า หากมีการขยายการผลิตเพิ่มเป็น +0.5 ล้านบาร์เรล/วันภายในปี 2028 และเพิ่มเป็น 1.58 ล้านบาร์เรล/วัน ระหว่าง ปี 2035–2050 อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจนกินไปถึงราว 13% ของ “งบคาร์บอนที่เหลืออยู่ทั่วโลก”
ซึ่ง ‘งบคาร์บอนที่เหลือ’ (Carbon budget) ก็หมายความถึง ขอบเขตปริมาณก๊าซที่มนุษย์เรายังคงปล่อยได้เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 1.5 °C ภายในปี 2050 ตามข้อตกลงปารีส
แม้ตัวเลขนี้จะเป็นการผลิตที่น้อยกว่ายุคเพื่องฟูของเวเนซุเอาลาเมื่อทศวรรษ 1990 ที่ผลิตถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่มันก็มากพอที่จะขยับเพดานการใช้งบคาร์บอนไปถึง 13%
การตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตนี้ไม่ใช่เพียงการใช้คาร์บอนไปถึง 13% ของงบประมาณทั่วโลก แต่ตัวเลขเมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปนั้นจะพบว่า การผลิตที่จะเพิ่มขึ้นนี้มีปริมาณมากเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษของสหภาพยุโรปทั้งหมด
ทรัมป์กำลังทำอะไรในวันที่โลกกำลังร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน?
อย่างที่เราเห็นมาตลอดว่าปัญหาวิกฤตสภาอากาศนั้นทวีความรุนแรง กลุ่มนักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการลงทุนที่สร้างคาร์บอนต่ำ
แต่การตัดสินใจนี้อาจกลายเป็นการลงมือของชาติมหาอำนาจที่ส่งผลครั้งใหญ่ต่อโลกและทลายความพยายามที่มวลมนุษยชาติร่วมมือกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง Mads Christensen ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำนี้ของโดนัล ทรัมป์ ว่าถือเป็นสิ่งที่ ‘ประมาทและอันตราย’ พร้อมระบุว่า หนทางที่จะทำให้ผู้คนปลอดภัยที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จะช่วยปกป้องสุขภาพ รักษาระบบนิเวศ และลดปัญหาต่อชุมชน แทนที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อผลกำไรระยะสั้น
อ้างอิง