การหายไปของยาแรงด้านกฎหมาย เพื่อรับมือฝุ่นข้ามพรมแดน

นาทีนี้เบอร์มือถือที่ผู้มีอำนาจในไทยต้องมีก็ควรจะเป็นสายตรงถึงบรรดาผู้นำประเทศของเมียนมาร์และลาวนี่แหละ เพราะปัญหานี้รับมือแค่ที่ประเทศไทยเราไม่ได้

ฝุ่นข้ามพรมแดน การหายไปของ “ยาแรง” ด้านกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่ดูจะยังไร้ทางออก

10,057 คือจำนวนจุดความร้อนที่เกิดขึ้นจากประเทศลาว เมียนมา และกัมพูชารวมกัน (ข้อมูลวันที่ 6 เมษายน 2569) เป็นจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ภาคเหนือจมฝุ่น PM2.5 ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยจุดความร้อนที่พบแบ่งเป็น

  • เมียนมาร์ 5,010 จุด
  • ลาว 4,261 จุด
  • กัมพูชา 768 จุด

ซึ่งทั้งเมียนมาร์และลาวมีพรมแดนใกล้จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน 3 จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รุนแรงและน่าเป็นห่วงมากที่สุดของบ้านเรา นาทีนี้เบอร์มือถือที่ผู้มีอำนาจในไทยต้องมีก็ควรจะเป็นสายตรงถึงบรรดาผู้นำประเทศของเมียนมาร์และลาวนี่แหละ เพราะปัญหานี้รับมือแค่ที่ประเทศไทยเราไม่ได้

ฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของประเทศเพื่อบ้านไม่มีคำว่าพรมแดน ฝุ่นจิ๋วจากการเผาไหม้พร้อมจะลอยไปตามทิศทางลมตลอดเวลา ต้นตอของไฟและปัญหาเกิดขึ้นที่นอกประเทศ แล้วปัจจุบันไทยเรามีแนวทางรับมือสถานการณ์นี้ยังไงบ้าง

  • ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษข้ามพรมแดน: ความตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2538 มีอายุยาวนานกว่า 31 ปี แต่เราแทบไม่ต้องไปลงรายละเอียดข้อตกลงดังกล่าวเลยเพราะถ้าความตกลงดังกล่าวได้ผล คงไม่มีภาพเหตุการณ์เด็กน้อยเลือดกำไดไหลให้เห็นในหน้าข่าวของทุก ๆ ปี
  • GMS Breath Council หรือ สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง (ก่อตั้งปี 2566): คือสภานี้เป็นภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และเอกชนของประเทศเพื่อนบ้านจากฝั่งเมียนมาร์ และลาว ด้วยลักษณะของเครือข่ายนี้น่าจะมีแนวโน้มที่คนในภาคีสามารถเข้าหาคนในพื้นที่ของแต่ละประเทศของตนได้ในการสอดส่อง ช่วยกันห้ามไม่ให้เกิดการเผาพื้นที่เพื่อเตรียมเพาะปลูก ทว่าก็เป็นเพียงพลังของระดับประชาชนคนทั่วไป
  • จากงานวิจัย แนวทางที่ปฏิบัติจริงที่ผ่านมาคือพลังของระดับชุมชนในแต่ละพื้นที่ของแต่ละประเทศใกล้พรมแดน ที่หาทางรับมือและช่วยกันสอดส่อง

จะเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่เราเจอคือเราขาด “ยาแรง”

ยาแรงที่ว่าคือการหายไปของแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการยับยั้ง ป้องปราม และรับมือกับการเผาที่เกิดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิถีแห่งอาเซียนนี่แหละที่มาขวางไว้

วิถีอาเซียน (ASEAN Way) คือหลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน เป็นหลักการที่เน้นนโยบายทางการทูตในการแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักการห้ามแทรกแซง การปรึกษาหารือร่วมกัน และการหาฉันทามติ

หมายความว่าแม้เราจะกวดขันคนในบ้านเราว่าห้ามเผากันมากแค่ไหน มีกฎหมายเฉพาะพื้นที่ มีเขตพิเศษควบคุมไฟโดยเฉพาะ แต่หากเกิดกับพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านก็จะเป็นคนละเรื่อง ไทยเราไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือมีอำนาจในการควบคุมพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านได้ (แม้ฝุ่นควันจากบ้านเขาจะลอยมาบ้านเราก็ตาม)

แถมการจะจัดการกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องมีเรื่องของการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยว ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บ้านเราเจอ กลายเป็นว่าปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ปัญหาจุดร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนกว่าที่เราคิด

ทว่าถ้าเราดูจากจำนวนคนป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด (นับเฉพาะคนภาคเหนือ) ผลสำรวจปี 2568 พบผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ในภาคเหนือมีถึง 2,500 รายต่อปี และเสียชีวิต 1,800 รายต่อปี เราคิดว่าเรื่องนี้ใหญ่พอที่ภาครัฐจะต้องหาทางทำอย่างไรก็ได้ให้มี “ยาแรง” ในการรับมือการปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนซักที

สำหรับบทความหน้าเราจะมาลงลึกในเรื่องของการเผา และแนวทางรับมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี และเราจะอยู่กับสถานการณ์นี้ไปอีกซักพัก

อ้างอิง
GISTDA
SpringNews
สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร
ดามร คำไตรย์ (2561). มลพิษหมอกควันข้ามแดนอาเซียนกับการแก้ไขปัญหาด้วยข้อบังคับระดับท้องถิ่นไทย. วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มิถุนายน 2561): 87-109

Credit

กฤชพนธ์ ศรีอ่วม

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา