ปัญหาฝุ่น PM2.5 อยู่คู่กับคนไทยมานานหลายปี นานพอที่จะทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้และศึกษาแนวทางการรับมือจากประเทศต่างๆ ที่มองปัญหามลพิษเป็นมากกว่าแค่การรับมือตามฤดูกาล
ประเทศที่เราหยิบมาเล่าให้ฟังครั้งนี้คือบรรดาประเทศที่ยกระดับนโยบายจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง มีทั้งประเทศที่มุ่งมั่นจัดการปัญหาฝุ่นแบบวันต่อวันอย่าง เกาหลีใต้ ประเทศที่วางแผนระยะยาวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่าง จีน และประเทศที่อยู่ไกลอีกซีกโลกหนึ่งที่รับมือกับปัญหามลพิษมาตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีก่อนอย่าง สหรัฐอเมริกา
Prudential ร่วมกับ Environman จะมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละประเทศเขามีจุดเด่น มีมาตรการ มีแนวทางอย่างไร เพื่อที่จะเป็นบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที

เกาหลีใต้
ถ้าจะมีประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียที่จัดการปัญหาฝุ่นควันจากรถยนต์ได้ละเอียดที่สุด เข้มงวดที่สุด ชื่อของประเทศนั้นต้องมี “เกาหลีใต้” ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม K-POP และซีรีส์สุดดราม่า อยู่ในลำดับต้น ๆ เป็นแน่ เพราะว่าประเทศนี้จัดการและรับมือกับฝุ่นควันแบบ วันต่อวัน
คนไทยและรัฐบาลไทยอาจจะพึ่งมาตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 เมื่อช่วงราว ๆ ปี พ.ศ.2561 แต่ที่เกาหลีใต้ รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหานี้มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2548 จากแรงขับเคลื่อนของประชาชนที่เพียงอยากให้ลูกที่เกิดมาได้มีอากาศบริสุทธิ์หายใจ
สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนารายงานว่าเกาหลีใต้เคยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียที่ถูก NASA ประเมินผ่านดาวเทียมจากนอกโลกว่าเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องมลพิษทางอากาศ หรือแม้แต่ถูกสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นประเทศที่เผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มากเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย คือสถานการณ์ในอดีตเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้วของเกาหลีใต้ คล้ายกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ณ เวลานี้เป็นอย่างมาก (เมืองรถติดและมีประเทศเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อมลพิษ)
คือถ้าประเทศไทยชอบถอดบทเรียนด้าน Soft Power จากเกาหลีใต้
ก็เหมาะสมที่จะถอดบทเรียนด้านการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 จากเกาหลีใต้มาด้วย
เพราะมีนโยบายและแนวทางหลายอย่างที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบ้านเราได้ทันที
เมื่อก่อนเกาหลีใต้เผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 จาก 3 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่ 1.การเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรมด้านถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติเหลว 2.มลพิษที่เกิดจากการปล่อยควันของรถยนต์ดีเซล ทั้งการขับรถเข้าเมือง ปัญหารถติดในเมืองหลวงอย่างกรุงโซล และรถส่งอาหารที่เป็นที่นิยมของชาวเกาหลีใต้ และ 3.การมีที่ตั้งของประเทศใกล้กับประเทศจีน (ห่างกันราว 800-1,200 กิโลเมตร) ทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากกระแสลมที่พัดฝุ่น PM2.5 มายังประเทศ
แนวทางที่เกาหลีใต้ใช้ในการรับมือกับต้นตอของแต่ละสาเหตุล้วนเป็นแนวทางที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง เช่น มีพระราชบัญญัติพิเศษที่กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้สามารถสั่งลดกำลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมได้ทันทีเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน หรือแม้แต่ตรวจจับฝุ่นตามพื้นที่ก่อสร้าง
ส่วนปัญหาควันที่เกิดจากรถยนต์ดีเซล รัฐบาลรับมือด้วยการกำหนดเขตพื้นที่การจราจรสีเขียว ห้ามรถยนต์ที่ปล่อยมลพิศเกินเกณฑ์และห้ามรถเก่าขับเข้าพื้นที่ ที่น่าสนใจคือเกณฑ์ในการคัดกรองรถยนต์ที่จะเข้าพื้นที่นี้ได้นั้นจะค่อย ๆ ขยับให้เข้มงวดขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่น จากเดิมห้ามรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษระดับ 5 เข้า ต่อมาภายในปี 2030 ก็จะปรับไม่ให้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษระดับ 4 เข้า เป็นการคัดกรองที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่เพียงแค่จำกัดพื้นที่คัดกรองรถยนต์ แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีนโยบายที่เชิญชวนให้ประชาชนนำรถคันเก่ามาทำลายและสนับสนุนเงินบางส่วนในการซื้อรถคันใหม่ หรือถ้าประชาชนคนไหนไม่ซื้อรถคันใหม่รัฐบาลก็จะให้เป็นยอดเครดิตใน Climate card หรือบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะ เพื่อนำไปขึ้นรถขนส่งสาธารณะและรถจักรยานสาธารณะแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอด 1 ปีที่ยังไม่ซื้อรถคันใหม่
คือรัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับมลพิษที่เกิดจากควันท่อไอเสียของรถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ 28% เกิดจากรถยนต์ดีเซล ถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลมีมาตรการมีการสั่งปิดที่จอดรถยนต์ของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งทั่วกรุงโซล รถยนต์ของเจ้าหน้าที่รัฐครึ่งหนึ่งก็ถูกห้ามใช้บนถนนด้วย มาตรการที่ถูกบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเหมือนสัญญาณบอกไปถึงประชาชนคนทั่วไปเหมือนกันว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน ถ้าจะบังคับใช้กับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐก็จะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน
ด้วยมาตรการที่มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ส่วนตัวของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ขนส่งสาธารณะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตของชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก
หรือถ้าวันไหนที่กรุงโซลมีค่าฝุ่นที่เริ่มจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน รัฐบาลก็จะอาศัย พรบ.ฉุกเฉินพิเศษ ที่ให้อำนาจกับรัฐบาลท้องถิ่นในการสั่งให้โรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลงสูงถึง 80% และนำโดรนมาบินเหนือพื้นที่ต่าง ๆ เช่น กรุงโซล ในการตรวจสอบการลักลอบปล่อยมลพิษ ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลยังจะส่ง Emergency Alert ไปยังโทรศัพท์ของประชาชนให้อยู่ในบ้าน ลด-งด กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้แต่การเปลี่ยนสีไฟบนโซลทาวเวอร์ (หอคอยใจกลางกรุงโซลที่สูงราว 239 เมตร) ที่จะเปลี่ยนสีไฟไปตามคุณภาพอากาศของวันนั้น ๆ เชียว-เหลือง-แดง แม้การเปลี่ยนสีไฟจะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย แต่กลับส่งผลอย่างมากต่อผู้คนในเมืองหลายล้านชีวิต

จีน
อีกหนึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับฝุ่น PM2.5 ก็คือ “จีน” เพราะประเทศนี้ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรงมาแล้วด้วยสถิติสุดน่ากลัวในอดีต เมื่อจีนมีค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกถึง 24 เท่า สนามบินเคยต้องถูกระงับให้บริการเพราะทัศนวิสัยเลวร้าย ซ้ำยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มลพิษจากฝุ่นควันเยอะที่สุดของโลกมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของประเทศ
ราว 20 ปีที่ผ่านมา ปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ จากรายงานของ UN Environment ระบุว่าในปี พ.ศ.2560 GDP ของจีนโต 1,078% ประชากรของเมืองเพิ่มขึ้น 74% และมีจำนวนรถยนต์เพิ่มขึ้น 335% จากในอดีต แน่นอนว่าการที่ประเทศเติบโตได้ขนาดนี้เป็นเพราะรัฐบาลมีแผนการและเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเมืองพัฒนาอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้ย่อมมีผลกระทบตามมาก็คือปัญหามลพิษที่เกิดจากการขยายตัวของทั้งโรงงานอุตสาหกรรม จำนวนครัวเรือน และจำนวนรถยนต์
จากที่รัฐบาลเคยมีแผนพัฒนาประเทศอย่างจริงจังจนสำฤทธิ์ผล มาคราวนี้ถึงคราวที่รัฐบาลต้องมีแผน มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจังบ้าง และแผนจริงจังที่ว่า ถ้านับจากวันที่ประกาศใช้จนถึงวันนี้ รัฐบาลจีนจัดการกับปัญหานี้มาร่วมเกือบ 30 ปี ผ่านแผนควบคุมมลพิษทางอากาศ 3 ฉบับ ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย
จีนเอาจริงในการจัดการปัญหาฝุ่นควันตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณ 1.7 ล้านล้านหยวน ทันทีตั้งแต่มีแผนปฏิบัติฉบับแรกของประเทศ เพื่อนำเงินทุนไปดำเนินการลดฝุ่นในเขตเมืองหลัก, จำกัดการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน, ปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน รวมไปถึงการควบคุมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล (แผนฉบับที่ 1) หรือแม้แต่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของประเทศ สนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรวมไปถึงรถบัส ที่เปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นรถบัสไฟฟ้า และย้ายโรงงานอุตสาหกรรมออกจากเขตเมือง (แผนฉบับที่ 2) รวมไปถึงการพัฒนาแผนระยะยาวในการใช้พลังงานสะอาดในประเทศ เช่นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (แผนฉบับที่ 3)

จะเห็นว่ารัฐบาลจีนจริงจังกับปัญหาฝุ่นควันเป็นอย่างมาก นโยบายทั้ง 3 ฉบับ ที่ประกาศใช้ก็ครอบคลุมในหลายภาคส่วน ทว่าถ้าจะจัดการปัญหานี้แค่ปักกิ่งเมืองเดียว คงไม่ได้ช่วยให้คนทั้งประเทศมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ สิ่งที่รัฐบาลจีนทำคือกระจายอำนาจลงไปในแต่ละภูมิภาค กำหนดเป้าหมาย พร้อมระบุมาตรวัดความสำเร็จที่จะนำเอาไปประเมินเจ้าหน้าที่ของแต่ละพื้นที่ คือถ้าจะให้ปัญหาฝุ่นควันประเทศลดน้อยลง ปักกิ่งแค่เมืองเดียวคงทำไม่ได้ ถ้าเมืองรอบ ๆ ภูมิภาครอบ ๆ ไม่ทำอย่างจริงจังไปพร้อมกัน
เช่น มีการใช้โมเดล GAIN โมเดลที่ใช้หากลยุทธ์ควบคุมการปล่อยมลพิษที่ให้ประสิทธิผลคุ้มต้นทุน ร่วมกันระหว่าง ปักกิ่ง เทียนจิง และมณฑลเหอเป่ย หรือเรียกว่าเขตสามเหลี่ยมจิงจินจี่ หรือแม้แต่การประกาศเขตควบคุมมลพิษพิเศษใน 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาฝุ่นควันแค่เมืองหลวงที่เป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น
จากที่ในอดีตปักกิ่งเคยมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานของโลก 20-24 เท่า ที่ราว 500-600 µg/m³
มาปี พ.ศ.2567 ปักกิ่งมีค่าเฉลี่ยฝุ่นเหลือเพียง 30-35 µg/m³ ลดลงมาถึง 20 เท่าจากในอดีต

สหรัฐอเมริกา
ข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง “สหรัฐอเมริกา” คือหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายในการกำกับดูแลมลพิษทางอากาศเก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่ง จริง ๆ ใช้คำว่าเก่าแก่อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นนัก แค่ตัวกฎหมายที่ว่าเกิดขึ้นฉบับแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 (ก่อนเกาหลีใต้ราว 50 ปี และก่อนจีนราว 58 ปี) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพราะประชาชนและภาครัฐตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากฝุ่นควันของโรงงานอุตสาหกรรม การใช้ถ่านหิน อันเนื่องมาจากผลพวงของการเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนภูมิภาคเอเชีย
ด้วยความเก่าแก่ของกฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศ ทำให้ตัวกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่สมัยนั้นมีการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมตลอดมา มีทั้งปรับปรุงแบบเล็กน้อยไปจนถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่ของตัวกฎหมาย ทำให้นโยบายในการกำกับดูแลมลพิษทางอากาศของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยมาตรฐานและความเข้มข้นเป็นอย่างมาก เช่น
มาตรฐานที่เกี่ยวกับยานพาหนะ: มหานครลอสแอนเจลิส เคยถูกจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดอันดับที่ 1 ของโลก หัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างบอสตัน, นิวยอร์ก, ซานฟรานซิสโก ก็เจอปัญหารถติดเหมือนกัน และสถานการณ์รถติดนำมาซึ่งปัญหาฝุ่นควันตามมา
ซึ่งเรื่องนี้เองที่รัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้ามาควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าที่รัฐบาลกลางกำหนดไว้ เช่น มีการตรวจสอบเครื่องยนต์ ทดสอบการปล่อยควันจากท่อไอเสีย แม้กระทั่งการกำจัดสารตะกั่วออกจากน้ำมันเบนซินและจึงค่อยนำมาใช้ในรถยนต์
ความเข้มงวดที่บังคับใช้กับโรงงาน: สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานระดับประเทศชื่อ “มาตรฐานการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดใหม่” ที่บังคับให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม ต้องติดตั้งระบบที่ดีที่สุดสำหรับลดการปล่อยมลพิษทางอากาศสู่สิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบค่ามลพิษนี้เสมอ
ไม่เพียงเท่านั้นสภาคองเกรสยังมีการกำหนดสารมลพิษที่ต้องควบคุมเข้มงวด 187 รายการเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชนที่โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานไฟฟ้า โรงแต่งแร่ ฯลฯ จะต้องมีการควบคุมการปล่อยสารเหล่านี้เป็นพิเศษ
หรือแม้แต่ถ้าจะมีการก่อสร้างโรงงานหรือโครงการใด ๆ ก็ตามที่จะเป็นการเพิ่มแหล่งกำเนิดมลพิษ โครงการนั้น ๆ จะต้องขออนุญาตโดยตรงถึงรัฐบาลกลางก่อนเริ่มโครงการ และโครงการนั้นจะต้องไปเปิดในบริเวณที่รัฐบาลกลางกำหนดเท่านั้น
ระบบตรวจสอบที่มาพร้อมบทลงโทษ: เมื่อมีมาตรการที่เข้มงวด ก็ต้องมีระบบตรวจสอบมาควบคุมด้วย โดยกฎหมายชองสหรัฐฯ ให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางเป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง, ออกคำสั่งกำหนดโทษ หรือแม้แต่มีอำนาจในการดำเนินคดีแพ่ง โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะอย่างสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลท้องถิ่น
ความพิเศษของข้อกฎหมายที่สหรัฐฯ คือ สามารถให้ประชาชนดำเนินคดีทั้งต่อบุคคล (บริษัทและหน่วยงานรัฐ) และต่อสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของอเมริกาได้ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องคดีให้สำนักงานสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมออกข้อบังคับใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับปัญหาและสถานการณ์ที่คนในพื้นที่เจอ
คือจะเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีมาตรการและกฎหมายในการควบคุมมลพิษที่เป็นระบบเป็นอย่างมาก ท้องถิ่นสามารถใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่าที่รัฐบาลกลางกำหนดได้ มาตรฐานที่ถูกบังคับใช้กับโรงงานก็ละเอียด แม้แต่ระบบตรวจสอบที่มีหลายภาคส่วนมาเกี่ยวข้องทั้งรัฐบาลกลาง หน่วยงานกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น แถมยังให้อำนาจกับประชาชนอีก แน่นอนว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันที่สหรัฐเคยเผชิญตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ดีขึ้นเรื่อยมาจนปัจจุบัน เมื่อระบบดี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ทำให้มิติอื่น ๆ ของประเทศดีตามไปด้วย ไม่ว่าจะภาคการลงทุน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของประเทศ

บทเรียนถึงประเทศไทยบ้านเรา
การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ประเทศอื่น จะเป็นเหมือนการเห็นเค้ารางทางเดินในทิศที่ถูกต้อง และอย่างที่กล่าวไว้ในช่วงแรกว่ามีนโยบายและแนวทางหลายอย่างมาก ๆ จากทั้ง เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศไทยบ้านเราสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ตั้งแต่มาตรการระยะสั้นไปจนถึงแผนงานระยะยาว
ประเทศไทยปัจจุบันพึ่งมีการทดลองใช้ Cell Broadcasting ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนที่คล้ายกับที่เกาหลีใต้ใช้แจ้งเตือนประชาชนเมื่อวันไหนก็ตามที่ฝุ่น PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน แนวปฏิบัตินี้เป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้งานได้ทันที การตรวจคุณภาพอากาศรายวันโดยรัฐบาลและแจ้งเตือนประชาชนทันทีจะเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความใส่ใจที่รัฐบาลมีต่อชีวิตคนไทย
ต่อมาคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากจีน ประเทศที่รับมือกับปัญหาฝุ่นควันมานานกว่า 3 ทศวรรษกับแผนควบคุมมลพิษที่ออกมาแล้วถึง 3 ฉบับ ถ้าเราสังเกตที่แผนแต่ละฉบับจะพบว่าออกมาเพื่อจุดประสงค์ที่เกื้อหนุนส่งเสริมมาเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเราเองกำลังอยู่ในช่วงที่ใกล้จะแจ้งเกิด พรบ.อากาศฉบับแรก สิ่งที่ไทยเราต้องคำนึงคือก้าวต่อไปในอนาคตอีก 5-10 ปี ว่าจะมีนโยบายหรือมาตรการอะไรที่เป็นการต่อยอด พรบ.อากาศฉบับแรก เพราะการรับมือปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืนไม่อาจจบได้ด้วยเพียงพระราชบัญญัติเพียงฉบับเดียวแน่นอน
สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ประการสุดท้ายคือ การมีระบบตรวจสอบที่ดี มีหน่วยงานกลางและหน่วยงานท้องถิ่นที่มีอำนาจเต็มที่ และการมีกฎหมายที่เข้มงวด จริงจัง จะนำมาซึ่งการป้องปรามไม่ให้มีการลักลอบปล่อยมลพิษ และกระบวนการในการตรวจสอบประเทศไทยสามารถนำเอาเทคโนโลยี เช่น โดรนตรวจมลพิษ ฯลฯ เข้ามาช่วย
แน่นอนว่าการรับมือปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในไทยย่อมมีบริบทและความท้าทายเฉพาะตัวที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่เราหยิบมาเล่าเป็นแน่ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะนำเอาแนวทางที่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ ประเทศไทยเรามีความสามารอย่างมากในเรื่องของการ Localization อยู่แล้ว
References
- Urban Creature (2025). โซล เกาหลีใต้ เมืองที่เชื่อว่าฝุ่นจะหมด ฟ้าจะใสในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยนโยบาย Clearer Soul 2030. สืบค้นจาก https://urbancreature.co/clearer-seoul/
- BBC (2019). South Korea pollution: Is China the cause of ‘fine dust’?. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-asia-48346344
- IPPD (2019). ส่องแผนปฏิบัติการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ไทย จีน อินเดีย และเกาหลีใต้. สืบค้นจาก https://ippd.or.th/pm2dot5/
- The Standard (2019). เกาหลีใต้งัดมาตรการสู้มลพิษ ลดกำลังผลิตไฟฟ้า-ห้ามรถดีเซลเก่าวิ่งกรุงโซล หวังลดฝุ่น PM2.5. สืบค้นจาก https://thestandard.co/emergency-steps-in-force-as-fine-dust-blankets-south-korea/
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2025). อากาศสะอาดในจีน : ความพยายามที่ไม่ธรรมดาเพื่อหายใจเต็มปอด. สืบค้นจาก. SDGs
- Policy Watch (2567). เปิดโมเดลแก้ PM 2.5 จากต่างชาติ “ได้ผล-ยั่งยืน”. สืบค้นจาก https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-105
- ICLEI (2023). Clearing the skies: how Beijing tackled air pollution & what lies ahead. Retrieved from ICLEI website
- Policy Watch (2567). เจาะนโยบายแก้วิกฤตฝุ่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน. สืบค้นจาก https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-8
- American Lung Association (2019). Reducing Air Pollution from Cars and Trucks: The Success of the Cleaner Car Standards. Retrieved from https://www.lung.org/blog/reducing-air-pollution-from-cars.
- California Air Resources Board (2025).About history. Retrieved from https://ww2.arb.ca.gov/about/history.