มุมมืดและวัฏจักรของ Fast Fashion

บนโลกนี้มีขยะเสื้อผ้ามากกว่า 15 ล้านตัวต่อสัปดาห์ กำลังรอถูกเผาทำลายอยู่ที่ ‘กานา’ ประเทศโลกที่ 3

มุมมืดของ Fast Fashion

เราพึ่งมีโอกาสได้ดูคลิปวิดีโอ “ด้านมืดของแฟชั่นราคาถูก…ประเทศกานา” จากช่องของคุณ Joe HaTTab ซึ่งเป็นสารคดีที่พาเราบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูกองขยะเสื้อผ้า และตลาดเสื้อผ้ามือ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา ‘ประเทศกานา’

ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าคงเป็นคลิปที่พาไปชมภาพของกองขยะเสื้อผ้า และดูบรรยากาศที่ตลาดเสื้อผ้ามือ 2 เฉย ๆ แต่ไม่ใช่ ! คุณ Joe เค้าพาเราไปสืบเสาะ ย้อนรอยหาตั้งแต่ต้นทางเลยว่ากว่าที่เสื้อผ้ามือ 2 เหล่านี้จะมาลงเอยเป็นขยะกองเท่าภูเขาแบบนี้ ต้นทางเสื้อผ้าเหล่านั้นมาจากไหน

คลิปนี้มีความยาว 14 นาที ถ้าดูจบแล้วเราจะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อการซื้อเสื้อผ้าแน่นอน แต่ถ้าใครยังไม่ได้ดู เราจะมาเล่าให้ฟัง

“กานา” ประเทศที่มีบ่อขยะเสื้อผ้า 15 ล้านตัวต่อสัปดาห์

สารคดีเริ่มต้นที่กานา หนึ่งในประเทศที่นำเข้าเสื้อผ้ามือ 2 มากที่สุดในทวีปแอฟริกา เสื้อผ้ามือ 2 เหล่านี้จะถูกนำเข้ามาด้วยเรือผ่านตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้ ซึ่งในตู้คอนเทนเนอร์ก็จะเต็มไปด้วยกระสอบเสื้อผ้ามือ 2 คละคุณภาพ

เมื่อเข้ามาถึงยังกานาก็จะมีบรรดาพ่อค้า-แม้ค้าเข้าไปรับซื้อกระสอบเสื้อผ้ามือ 2 เหล่านี้มายังร้านของตน โดยที่ไม่อาจรู้ว่ากระสอบที่ตนซื้อมาจะมีคุณภาพเสื้อผ้าแบบไหนอยู่ ตรงนี้เลยเป็นหน้าที่ของบรรดาพ่อค้า-แม่เค้าเหล่านี้แหละที่มานั่งคัดกรองกันที่หน้างาน ถ้าเสื้อผ้าตัวไหนคุณภาพดีก็จะถูกนำไปขายต่อ ถ้าตัวไหนคุณภาพแย่ก็จะลงเอยที่ถังขยะ

ทว่าตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด-19 เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่มาลงเอยที่ตลาดนี้จะเป็นคุณภาพแย่เสียมากกกว่า และลงเอยกลายเป็นขยะมากกว่า 15 ล้านตัวต่อสัปดาห์ ท้ายที่สุดเสื้อผ้าเหล่านี้จะถูกเผาทำลาย สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมตามมา

เสื้อผ้ามือ 2 เหล่านี้มาจากไหน ?

โดยต้นทางก่อนที่เสื้อผ้ามือ 2 เหล่านี้จะมาลงเอยกลายเป็นขยะที่ประเทศโลกที่ 3 อย่างกานา เสื้อผ้าเหล่านี้เคยอยู่ในมือผู้บริโภคอย่างเรา ๆ มาก่อนในหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน อังกฤษ สเปน หนึ่งในประตูบานแรกที่นำพาเสื้อผ้าเหล่านี้ให้กลายมาเป็นขยะคือการ ‘บริจาค’

เสื้อผ้าหลายแบรนด์ในยุคนี้มีลักษณะเป็นฟาสต์แฟชัน คือเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบตามกระแส ออกแบบตามดีไซน์แบรนด์หรู แต่ด้วยคุณภาพของเนื้อผ้าที่แย่กว่า ทำให้มีราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้บริโภคจับต้องได้แต่แลกมากับการใส่แค่เพียง 1-2 ครั้งและทิ้งหรือพัง ซึ่งเสื้อผ้าที่เรา ๆ ไม่ใส่แล้ว ผู้บริโภคหลายคนก็จะนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ตรงนี้นี่แหละที่เปิดโอกาสให้กับนักธุรกิจเพื่อทำเงิน เช่น บริษัท GCC International ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สิ่งที่บริษัทนี้ทำคือการไปขอซื้อเสื้อผ้ามือ 2 ที่คุณภาพไม่ดีจากองค์กรการกุศล (ที่องค์กรรับบริจาคมาจากเราๆ) เพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ยากไร้

องค์กรการกุศลได้เงินทุนไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ขององค์กรต่อ แถมได้จัดการเสื้อผ้าที่ไม่สามารถนำไปส่งต่อได้ บริษัทตัวกลางนี้ก็ได้เสื้อผ้าปริมาณมากในราคาถูก โดยปริมาณเสื้อผ้ามือ 2 ที่บริษัทตัวกลางนี้คัดแยกและส่งต่อคือ 4 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน ที่จะถูกนำไปกระจายขายส่งต่อยังประเทศโลกที่ 3 ทั่วโลก

จากมือ สู่กองขยะ

จากผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าไม่มีคุณภาพ ที่พยายามฉกฉวยโอกาสทางการตลาดฟาสต์แฟชัน มาถึงมือผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ที่ซื้อสินค้าตามเทรนด์ที่มาไวไปไว จนเสื้อผ้าตัวโปรดที่เราคิดว่าน่าจะชอบต้องไปลงเอยที่ตู้รับบริจาค สุดท้ายกลายเป็นโอกาสทำเงินของบางบริษัท และไปจบลงที่กองขยะรอวันเผาในประเทศโลกที่ 3 สุดท้ายกลายเป็นมลพิษลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและวนมาทำร้ายเราอีกที

นี่คือภาพการเดินทางของเสื้อ 1 ตัวที่เราคิดว่าซื้อเพราะเพียงราคาถูก ใส่เพียง 1-2 ครั้งและทิ้ง ซึ่งปัจจุบันปัญหาและปริมาณขยะสิ่งทอทั่วโลกก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เราหวังว่าทุกคนในฐานะผู้บริโภคจะใช้ใจเยอะ ๆ และใส่เสื้อผ้าที่เรารักไปนาน ๆ ไม่รีบทิ้งน้องไปไหน หรือแม้แต่การจะซื้อเสื้อซัก 1 ตัวก็อยากให้นึกถึงตู้เสื้อผ้าที่บ้านของเราก่อนด้วยว่า เอ๊ะ ลายแบบนี้ สีแบบนี้เรามีแล้วรึยัง

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะเสื้อผ้าได้ง่าย ๆ เพียงแค่ไตร่ตรองทุกครั้งก่อนซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ เพราะถ้าไม่อยากให้เสื้อผ้าที่เราเคยรัก ไปกลายเป็นขยะที่เตรียมรอวันเผา กลายเป็นมลพิษวนกลับมาทำร้ายโลก เราก็ต้องเริ่มจากที่เราก่อน

อ้างอิง
ด้านมืดของแฟชั่นราคาถูก…ประเทศกานา
ที่มาภาพประกอบสำนักข่าว AP

Credit

กฤชพนธ์ ศรีอ่วม

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา