น้ำมันขึ้น 6 บาท อีกหนึ่งสถานการณ์ตอกย้ำความเปราะบางด้านพลังงานของไทย
สำหรับคนไทยที่ปิดไฟนอนแต่หัวค่ำ เช้านี้ตื่นขึ้นมาคงต้องมีช็อคกันบ้างเมื่อต้องเจอกับข่าวน้ำมันในไทยทุกชนิดพุ่งพรวด ขึ้นราคาทีเดียว 6 บาท คือเราไม่อาจรู้กระบวนการคิดเบื้องหลังของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ว่าทำไมไม่ค่อยขึ้นทีละนิดในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่มาขึ้นรวดเดียวทั้ง ๆ ที่ผลลัพธ์ปลายทางเหมือนกันคือน้ำมันแพงตามสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ
คือราคาน้ำมันในไทยมุมหนึ่งก็เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ (ถ้าไม่อุดหนุนด้วยกองทุนน้ำมันเหมือนหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา) เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติ จากตะวันออกกลาง รวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดจากภูมิภาคนี้
เท่ากับว่าถ้ามองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บ้านเรานี่แหละที่พร้อมจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากสุด และขนาดเรายังรู้ มีหรือที่ผู้มีอำนาจในประเทศจะไม่รู้ว่าไทยเปราะบางด้านพลังงานขนาดไหน (นึกถึงข่าวที่นายกญี่ปุ่นบอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ 254 วัน ในขณะที่ไทยทีเพียวพอราว 103 วัน แต่จากการสัมภาษณ์ของนายกในครั้งแรกไม่ใช่ตัวเลขนี้)
แท้จริงแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบมายังพลังงานในบ้านเรา
ความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศไทย
ในปี 2565 ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในรอบนั้นอยู่ที่ 4.03 บาท/หน่วย เป็นการปรับขึ้นเกินระดับ 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรก หลังจากที่คงอยู่ในช่วง 3 บาทต่อหน่วยมาเป็นระยะเวลานานกว่า 14 ปี และสูงสุด 4.72 บาท ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเพราะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG จากผลกระทบของสงคราม รัสเซีย-ยูเครน
เมื่อเราเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อนและมาเจอเหตุการณ์นี้ซ้ำอีก ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเปราะบางด้านพลังงานของไทยให้ชัดเจนมากขึ้น
เช่น The 101 word เคยนำเสนอเรื่องความเปราะบางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยไว้ โดยยกข้อมูลจาก World Energy Trilemma Report 2024 ที่ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 60 จาก 99 ในการจัดการความท้าทายด้านพลังงาน โดยถูกตัดเกรดให้ความมั่นคง และความเอื้อมถึงของพลังงานไฟฟ้าอยู่ในเกรด C ในขณะที่ความยั่งยืนไฟฟ้าของไทยอยู่ในเกรด D (ภาคต่อของเรื่องนี้คือเดือนเมษายนไทยเตรียมเจอสถานการณ์ค่าไฟแพงต่อได้เลย)
ในขณะที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าราว 1 ใน 3 ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และถึงแม้ไทยจะมีแหล่งขุดเจาะน้ำมันเป็นของตัวเอง (บริเวณอ่าวไทย) ทว่าปริมาณที่ขุดเจาะได้ตอบสนองความต้องการการใช้งานในประเทศเพียง 8-15% เท่านั้น ไทยมีสถานะเป็น “ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ” (Net Importer) เต็มตัว ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเพื่อมาใช้งานในประเทศเป็นหลัก
การรับมือที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
แนวทางการรับมืออย่างยั่งยืนของปัญหานี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเจอวิกฤตพลังงานที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อีก ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก
ไทยเรามีนักวิจัยหลายท่านที่สามารถเสนอแนะแนวทางการผลิตพลังงานชีวมวลได้ ทว่าก็ยังไม่เป็นทีแพร่หลายในวงกว้างมากนัก แถมเครื่องยนต์ของยานพาหนะรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่ได้รองรับน้ำมันทุกชนิด ครั้นจะถอยรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงแบบนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นเรื่องที่เกินเอื้อมของใครหลายคน
หนึ่งเรื่องดี ๆ คือ ณ เวลานี้เราเห็นปัญหาและสถานการณ์ที่ผ่านมา ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่รัฐบาลใหม่เป็นรูปเป็นร่างพอดี และพร้อม (?) ที่จะประชุมสภาในเร็ววัน หวังว่าราคาน้ำมันที่ขึ้นพรวดทีเดียว 6 บาท จะเป็นแรงกระตุ้นที่จะทำให้ปัญหาความเปราะบางพลังงานของไทยถูกพูดถึงในวงกว้างจากทั้งภาคประชาชนและรัฐ และเริ่มดำเนินการโดยเร็วต่อจากนี้
ในขณะที่เราในฐานะประชาชนคนทั่วไปอาจจะต้องเตรียมรับมือการการขึ้นราคาของสินค้าอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งที่เราทำได้คืออย่าพึ่งตื่นตระหนก มีสติ และซื้อของ-ใช้เงินเท่าที่จำเป็น