เมื่อเรากำลังสร้างขยะอาหารเกินค่าเฉลี่ยโลก
ใน 1 วันที่มนุษย์คนหนึ่งใช้ชีวิต เราทุกคนพร้อมที่จะสร้างขยะขึ้นมาในทุก ๆ นาที แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จากรายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทยปี พ.ศ.2566 พบว่าใน 1 วันเราสร้างขยะเฉลี่ย 1.12 กิโลกรัม และหนึ่งในประเภทขยะที่เราสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ‘ขยะอาหาร’ ซึ่งเมื่อรวม ๆ แล้วปีหนึ่งเป็นปริมาณที่ไม่น้อยเสียเลย
จากข้อมูลของ Food Waste Index Report 2024 (ซึ่งเป็นรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่ในปีที่ผ่านมา) พบว่าคนไทย 1 คน จะสร้างขยะอาหารเฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อปี เป็นปริมาณที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และยังเป็นปริมาณที่สูงเกินค่าเฉลี่ยโลกอีกด้วย
ส่องปริมาณขยะอาหารของประเทศแถบเอเชีย
โดยปริมาณขยะอาหารต่อคน/ปี ในบรรดาประเทศแถบอาเซียนเป็นดังนี้
- ลาว: 89 กิโลกรัม/คน/ปี
- ไทย: 86 กิโลกรัม/คน/ปี
- กัมพูชา: 85 กิโลกรัม/คน/ปี
- มาเลเซีย: 81 กิโลกรัม/คน/ปี
- เมียนมา: 78 กิโลกรัม/คน/ปี
- เวียดนาม: 72 กิโลกรัม/คน/ปี
- สิงคโปร์: 68 กิโลกรัม/คน/ปี
- อินโดนีเซีย: 53 กิโลกรัม/คน/ปี
- ฟิลิปินส์: 26 กิโลกรัม/คน/ปี
ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 79 กิโลกรัม/คน/ปี
นอกจากคนไทยจะสร้างขยะอาหารเกินค่าเฉลี่ยโลกแล้ว สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่ากว่า 40% ของขยะอาหารที่คนไทยสร้างขึ้นนั้นเป็นขยะอาหารที่ยังสามารถ ‘รับประทานได้’
เมื่อคำว่า “เหลือดีกว่าขาด” อาจทำคนไทยสร้างขยะอาหารเยอะ ?
มุมหนึ่งเรื่องนี้อาจสะท้อนได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีอาหารให้กินไม่ขาด หาได้ง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนพฤติกรรมการกินเหลือทิ้งของคนไทยเหมือนกัน ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ซื้ออาหารเกินความจำเป็น, ไม่ตรวจสอบวันหมดอายุ, เก็บรักษาอาหารไม่ถูกวิธี ฯลฯ
ผลกระทบของเรื่องนี้ นอกจากจะทำให้สูญเสียเงินและสูญเสียอาหารโดยเปล่าประโยชน์แล้ว การฝังกลบในบ่อเพื่อให้ขยะอาหารย่อยสลายยังก่อให้เกิดก๊าซมีเทนจำนวนมาก เป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
ก้าวต่อไปของการแก้ปัญหานอกจากจะทำได้ผ่านการสร้างความตระหนักรู้แก่คนไทยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน) อีกหนึ่งเรื่องที่ภาคธุรกิจทำได้คือการทำสิ่งที่เรียกว่า “Food Upcycle” นำวัตถุดิบเหลือกลับมาใช้ซ้ำ เปลี่ยนสิ่งที่ต้องถูกทิ้งให้กลับมาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างอาหารจานใหม่ที่อาจจะหน้าตาไม่สวยเหมือนเดิม แต่ยังคงรสชาติเหมือนเดิม
ซึ่งแนวการการจัดการลักษณะนี้ยังถือว่าประเทศไทยอาจจะยังตามหลังประเทศแถบยุโรป และสหรัฐฯ อยู่บ้าง ทว่าวันนี้ก็ไม่สายเกินไปที่จะศึกษา หาทาง เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่สร้างขยะอาหารเกินค่าเฉลี่ยโลก และสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ถ้าในหลาย ๆ ครั้งที่เราสังเกตตัวเองว่าเรากินข้าวเหลือ มาวันนี้อาจจะใช้โอกาสนี้ตักข้าวแต่พอดี
หุงข้าวแต่พอดี สั่งคุณป้าร้านอาหารตามสั่งว่าไม่ต้องตักข้าวเยอะ ปรับเปลี่ยนนิด ๆ ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี