เปิดประสาท–สัมผัสธรรมชาติ ทำ Nature Texture Hunt ในสวนลุมพินีกัน!

แตะหญ้า มองฟ้า เงี่ยหูฟังธรรมชาติในสวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวกลางกรุงกัน

ไปฮีลใจกลางพื้นที่สีเขียวกลางกรุงที่สวนลุมฯ เข้าร่วมเวิร์กช็อป  Nature Walk จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ทำให้เห็นว่าแม้จะมีเวลาเท่าไหร่ คนเราก็หาเวลาใกล้ชิดธรรมชาติได้เสมอ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าหากเราคุ้นเคยกับเพื่อนรักสีเขียวพวกนี้มากขึ้น จะช่วยรักษาอาการตาบอดพืชได้หรือไม่นะ?

“ตาบอดพืช” คืออะไร? แม้ตาจะมองเห็น แต่สมองกลับปฏิเสธ

หากเราทดลองยื่นภาพเสือที่ยืนอยู่กลางป่า สิ่งแรกที่หลายคนคงจะสังเกตเห็นก็คือเสือ และอาจมองข้ามต้นไม้สีเขียวที่อยู่รอบๆ ไป นี่คือภาวะที่เรียกกันว่า “ตาบอดพืช” หรือ Plant Blindness

“มนุษย์จะสังเกตเห็นสิ่งที่พวกเขารู้จักแล้วเท่านั้น” Elisabeth Schussler หนึ่งในนักพฤกษศาสตร์ที่นิยามพฤติกรรมตาบอดพืช กล่าว 

เธออธิบายว่าภาวะนี้เกิดจากการที่นับวันคนเรายิ่งอยู่ห่างจากพืชออกไปเรื่อยๆ พอเรามีโอกาสสัมผัสธรรมชาติน้อยลง โอกาสที่เราจะให้ความสำคัญกับมันก็น้อยลงไปโดยปริยาย 

“การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่มีต่อระบบนิเวศ สปีชีส์ และตัวพืช ในภาพรวม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการอนุรักษ์พืชอย่างยิ่ง” Kathryn Williams นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมจาก University of Melbourne เอ่ย

เป็นที่ทราบกันดีว่าต้นไม้ใบหญ้าเป็นสิ่งที่ช่วยพยุงดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเรา ช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัวเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มิหนำซ้ำยังเรายังสามารถเอาพืชมาสกัดเป็นยา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์ได้อีกด้วย แต่จะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจสิ่งมีชีวิตสีเขียวพวกนี้ล่ะ?

ไม่ต่างอะไรกับการอนุรักษ์สัตว์ งานวิจัยเผยว่า คนเรามักมองหาสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับตัวเองมากที่สุด เพราะมันคือจุดที่เข้าไปกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจจนทำให้เรารู้สึกอยากปกป้องดูแลเพื่อนรักขนฟูพวกนี้ การปลูกฝังความผูกพันระหว่างคนกับระบบนิเวศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืช

จุดประกาย ‘ความผูกพัน’ กับธรรมชาติผ่านความทรงจำ

เหมือนกับที่ Elisabeth Schussler ได้กล่าวไว้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับพืชทุกๆ วัน อาจทำให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของธรรมชาติ จนเลิกมองว่าเรื่องพวกนี้น่าเบื่อได้ในที่สุด

“เราพบว่านักศึกษาชาวสวีเดนของเราเชื่อมโยงกับพืชผ่านความทรงจำ อารมณ์ และความงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น กลางฤดูร้อนและวันแรกๆ ของฤดูใบไม้ผลิ” Dawn Sanders จาก Sweden’s University of Gothenburg พูด 

เขาอธิบายว่าเรื่องราวและรูปภาพสามารถสะกิดใจเด็กๆ ให้อยากรู้เรื่องพืชมากขึ้น ก่อนจะเสริมว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างอาจทำให้คนมีความผูกพันต่อพืชในมุมที่ต่างกัน นอกจากชาวสวีดิชที่เอ่ยถึงไปเมื่อกี้ ชาวอินเดียก็เป็นคนอีกกลุ่มที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมของตัวเองกับพืชและสมุนไพรในระดับที่แสนจะลึกซึ้ง

ดังนั้น หากทุกคนมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติบ่อยเข้า ภาวะตาบอดพืชนี้ก็ไม่ใช่อาการทางใจที่เลี่ยงไม่ได้

Nature Walk: ให้ธรรมชาติปลอบประโลมจิตใจ

ในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าอย่างกรุงเทพมหานคร อาจไม่ค่อยมีพื้นที่สีเขียวให้พักผ่อนหย่อนใจมากนัก เราเลยออกเดินทางไปสวนลุมพินีเพื่อให้ปอดได้รีชาร์จเสียหน่อย 

ที่สวนลุมพินีนี้ เรามีโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อป  Nature Walk ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ 

พี่ๆ จากมูลนิธิชวนให้พวกเราลองปิดตา เปิดหู สัมผัสธรรมชาติกลางกรุงผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 4 ซึ่งก็คือการกวาดสายตาไปให้ทั่วพื้นที่สีเขียว ฟังเสียงนกที่บินโฉบเฉี่ยวอยู่บนกิ่งไม้ ดมกลิ่นธรรมชาติ และลงมือสัมผัสใบไม้ที่ร่วงลงมาจากต้น

หลังแนะนำอาวุธสำหรับสายครีเอทีฟเสร็จสรรพ พี่ๆ ก็ให้เวลาเราแยกย้ายไปทำกิจกรรมที่คล้ายกับ Texture Hunting คือการใช้สีและหมึกมาบันทึกลวดลายของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นหินขรุขระ เมล็ดต้นตีนเป็ดที่หลุดจากกิ่ง และเปลือกไม้ที่เป็นเหมือนลายนิ้วมือของต้นไม้แต่ละต้น

ด้วยเวลาที่จำกัด เรามีโอกาสแค่ให้มือได้เปรอะสีพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่รู้ตัวอีกทีจิตใจก็สงบมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก การได้ทำกิจกรรมในเมืองที่มีแต่ความวุ่นวายแบบนี้ ก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจ ปล่อยให้จินตนาการได้โลดแล่นจนเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แถมยังอีกทั้งช่วยให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับธรรมชาติมากขึ้น

เรียนรู้ความยั่งยืน ณ ดอยตุง ผ่านหลักสูตรมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต

เราคิดว่าตัวเวิร์กช็อประยะสั้นๆ นี้น่าจะช่วยจุดประกายให้คนเมืองเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวรอบตัว และอยากทำความรู้จักกับเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปนานอย่างธรรมชาติอีกครั้ง

Nature Walk เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เราเข้าใจคอนเสปต์ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มากขึ้น มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตไม่ใช่ชื่อสถาบัน แต่คือโครงการที่อยากนำเสนอความยั่งยืนผ่านการลงมือทำ ใช้ประสบการณ์มากระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 

พี่ๆ จากมูลนิธิบอกว่าโครงการจริงจะพาผู้เข้าร่วมไปหาประสบการณ์สีเขียวกันถึงดอยตุงเลยทีเดียว เพราะที่นั่นมีทั้งทรัพยากรและเวลาที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนและธรรมชาติในประเด็นที่หลากหลาย ช่วยให้นำเสนอองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการพัฒนาพื้นที่ ที่ฟื้นฟูชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจบนดอยตุงได้ในระยะยาว ได้อย่างเห็นภาพมากขึ้น

หลักสูตรระดับผู้บริหาร เก็บเกี่ยวไอเดียในชุมชนมาปรับใช้กับองค์กรตัวเอง

คุณวราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เอ่ยว่า มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตนี้มีพื้นที่ให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพลิกแพลงเนื้อหาที่นำเสนอให้ตรงตามเป้าหมายของผู้เข้าร่วมหรือองค์กร

อย่างกลุ่มผู้ใหญ่ก็จะเน้นไปในเชิงธุรกิจ พาคนวัยทำงานไปเก็บเกี่ยวไอเดีย ทำความเข้าใจธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ผ่านการพูดคุยกับชาวบ้าน และศึกษาวิธีการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับคุณภาพชีวิตของชุมชน เธอยังแนะอีกว่ากระแสความยั่งยืนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บริหารจากหลากหลายองค์กรแวะเวียนมาหยิบยืมความรู้ไปต่อยอดในหน่วยงานของตัวเองอยู่ไม่น้อย

แม้วันนี้เราจะไม่ได้ไปเหยียบดอยตุงกันจริงๆ แต่ก็มีโอกาสได้ลิ้มรสกาแฟจากที่นั่น กาแฟจากดอยตุงนับเป็นหนึ่งในผลผลิตที่ประสบความสำเร็จ แถมยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ละทิ้งประเด็นเรื่องปากท้องได้เป็นอย่างดี

เพราะความยั่งยืนต้องสอนกันตั้งแต่เด็ก แต่จะรักษ์ธรรมชาติอย่างไรให้สนุก?

สำหรับเด็กๆ จะไม่ค่อยเน้นไปที่มุมมองเชิงธุรกิจเท่าไหร่นัก ทางโครงการจะใช้หลักสูตร Urban Youth Camp ที่จะใช้พื้นที่บริเวณดอยตุงมาช่วยไกด์น้องๆ ให้เข้าใจประเด็นของสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น คุณวราภรณ์อธิบายว่าแต่ก่อนดอยตุงไม่ได้อุดมสมบูรณ์อย่างที่เราเห็นกัน เพราะคนที่นู่นปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่เอื้อให้เกิดความหลากหลายในระบบนิเวศ แต่ในช่วงหลายปีมานี้ โครงการจากมูลนิธิก็เข้าไปช่วยซ่อมแซมธรรมชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทางมูลนิธิเลยอยากเอากิจกรรมต่างๆ มามอบทั้งความรู้และความสนุกให้กับเด็กๆ 

พอป่ากลับมา เราก็มีแหล่งน้ำให้ศึกษา หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือการทำความเข้าใจความสำคัญของทรัพยากรน้ำ

“เด็กๆ สมัยนี้จะไม่รู้แล้วว่าน้ำมาจากป่า คิดว่าน้ำมาจากท่อประปา ไขก๊อกออกมาน้ำก็ไหลออกมาเลย” คุณวราภรณ์ กล่าว 

ดังนั้นอีกเป้าหมายหนึ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อยากทำให้สำเร็จก็คือการทำให้เด็กๆ ที่โตมาในเมืองใหญ่รู้สึกเชื่อมโยงกับป่าและทรัพยากรธรรมชาติแม้จะใช้เวลาส่วนมากในชีวิตเดินอยู่บนผืนคอนกรีตก็ตาม

สำหรับคนเมือง หลักสูตรมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ น่าจะเป็นโอกาสให้เราไปเปิดหูเปิดตาและใช้สองมือสัมผัสธรรมชาติผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับจิตใจบนพื้นที่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอย่าง “ดอยตุง”

Credit

Lallana