โปรดมาเที่ยวชัยภูมิบ้านฉัน! ‘สวนเทพพนา’ ศูนย์เกษตรยั่งยืนที่อยากเห็นเกษตรกรเติบโต อยู่กับธรรมชาติได้สมดุล

ฮาวทูสร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท/ปี ไปควบคู่กับรักษาสมดุลธรรมชาติ หนุนเศรษฐกิจชุมชน

โปรดมาเที่ยวที่ชัยภูมิบ้านฉัน! พาไปดูสวนเทพพนา พื้นที่ต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำในชีวิตจริงที่ร่วมกับ เซ็นทรัล ทำ ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและชุมชนไปพร้อมกัน

เมื่อพูดถึงชัยภูมิ เชื่อว่าชื่อของ ‘ดอกกระเจียว’ ที่เป็นไอคอนนิคก็คงจะแว๊บขึ้นมาในหัวของใครหลายคนเป็นอย่างแรก แต่นอกเหนือจากดอกไม้ขึ้นชื่อ ที่นี่ยังมีมุมดี ๆ ซ่อนอยู่อีกเยอะ โดยเฉพาะที่อำเภอเทพสถิต จุดหมายของเราในทริปนี้ 

เราใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าตรงไปยัง อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่ตั้งของ ‘สวนเทพพนา’ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่การเรียนรู้การทำเกษตรคาร์บอนต่ำของวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนาที่เป็นแหล่งปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความมืดสงบเป็น Dark Sky จนมองเห็นดวงดาวได้เต็มท้องฟ้า 

อะโวคาโดมันโก้จริงจริง!

ไฮไลต์แรกที่ห้ามพลาดเลยคือ ‘อะโวคาโด’ พระเอกของที่นี่ อย่างที่เล่าไปว่าที่ศูนย์เรียนรู้บ้านเทพพนาแห่งนี้ มีดีกรีเป็นถึง 1 ใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์เม็กซิโกในประเทศไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต 

พืชผลจากสวนแห่งนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยัน ‘ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย’ ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช่พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจะผ่านการรับรองได้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป ที่ทำให้เห็นความใส่ใจและผลผลิตที่ได้มาตรฐานของสวนแห่งนี้

ใครมาเยือนก็ต้องลองเมนูซิกเนเจอร์ ในโซนคาเฟ่ของสวนเทพพนา ไม่ว่าจะเป็นอะโวคาโดลาเต้ อะโวคาโดชาไทย หรือแก้วที่เราอยากป้ายยาแรง ๆ อย่าง “อะโวคาโดปั่นน้ำมะพร้าว” ที่ทั้งนัว ทั้งสดชื่น ดื่มแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมผลไม้ลูกนี้ถึงเป็นความภูมิใจของชุมชน 

อะโวคาโดพันธุ์แฮสส์เม็กซิโก

จากจุดเริ่มต้นที่อยากฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมและเพิ่มรายได้ให้ชุมชนของพี่วิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรเจ้าของพื้นที่สวนเทพพนา ได้ทำให้อะโวคาโดและพืชหลากหลายชนิดของวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนางอกเงยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรเชิงเดี่ยวสู่เกษตรอัจฉริยะที่ยั่งยืนกว่าเดิม โดยหันมาส่งเสริมให้ปลูกพืชมูลค่าสูงอย่าง อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า เพื่อกระจายความเสี่ยงจากพืชเชิงเดี่ยว และสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม 

โปรดมาเรียนรู้ที่ชุมชนของฉัน

‘สวนเทพพนา’ บนพื้นที่ราว 5,000 ไร่ แห่งนี้ ได้เติบโตจากพื้นที่วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนาได้พัฒนาสู่ “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน” ที่เป็นต้นแบบพื้นที่การพัฒนาแบบองค์รวมและการมุ่งสู่พื้นที่การเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นควบคู่ไปกับรายได้ที่มั่นคงได้ 

ผู้ที่แวะเวียนไปมาก็จะได้เจอกับศูนย์การเรียนรู้ทั้ง 2 อาคารรูปแบบสวยงามอันเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ซึ่งได้ร่วมกับ เซ็นทรัล ทำ ในการก่อสร้าง เพื่อรองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวได้รวมกว่า 30,000 คน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เครือข่ายในภูมิภาค เยาวชนในพื้นที่ และผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวเรียนรู้ด้วย

ทุกตารางนิ้วบนพื้นที่นี้ได้ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ทดลอง เรียนรู้ ส่งต่อทักษะและแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้นำกลับไปดัดแปลงและพัฒนาพื้นที่ เริ่มต้นวิถีเกษตรแบบยั่งยืนในแบบของตัวเองได้จากโมเดลที่ชวนทำตามได้ง่าย ๆ ปรับใช้ในพื้นที่ได้ และไม่ต้องใช้งบเยอะ

ด้วยการหยิบเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในมือมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด รวมถึงช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ และลดการปล่อย PM 2.5 เช่น การทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารน้ำตามฤดูกาล การใช้ปุ๋ยหมักเติมอากาศเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างดิน โรงผลิตถ่านไบโอชาร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน และการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์  

เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่า ลดปัญหาฝุ่น

โมเดลหนึ่งที่เริ่มฮิตมากขึ้นคือการทำ ‘ถ่านไบโอชาร์’ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ ที่ผลิตจากชีวมวลและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษกิ่งไม้ ใบไม้ แกลบ ฟางข้าว ซังข้าวโพด เปลือกผลไม้ ฯลฯ โดยนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบไร้อากาศที่อุณหภูมิร้อน การเผาในเครื่องครั้งหนึ่งจะใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงจนได้เป็นถ่านที่มีรูพรุนสูง ช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น สามารถนำไปใช้ราดดินเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินได้ รวมถึงเป็นการกักเก็บคาร์บอนเอาไว้ข้างในรูปแบบหนึ่งด้วย

จากเศษวัสดุเหลือทิ้งเป็นไบโอชาร์บำรุงดิน

อีกทั้งมีพื้นที่สำหรับทำปุ๋ยหมักเติมอากาศที่นำเอาเศษวัสดุทางการเกษตรมาหมักรวมกับมูลสัตว์ หมักทิ้งไว้ และหลังจากนั้นก็นำไปตากแห้งเพื่อนำกลับมาใช้ต่อได้ โดยการจัดการเศษวัสดุเหล่านี้เป็นโมเดลที่ชาวบ้านในชุมชนสามารถมาทำร่วมกันได้ ใครที่มีเศษวัสดุเหลือก็นำมาแปรรูปที่นี่ได้เลย 

โรงปุ๋ยหมักเติมอากาศที่ใช้เศษวัสดุเกษตรผสมมูลสัตว์

รวมถึงการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล ซึ่งการจัดการเหล่านี้จะช่วยในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก และช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ นอกจากแรงของชุมชนแล้วก็ยังมีแรงสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ที่ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า วางกลยุทธ์การสื่อสาร และขยายช่องทางจำหน่ายไปยัง ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต และ จริงใจ Farmers’ Market ผลลัพธ์ในปี 2568 วิสาหกิจฯ สร้างรายได้รวมกว่า 60 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียงสะท้อนแค่รายได้ หากแต่คือโอกาสที่กระจายสู่หลาย ๆ ครัวเรือนยิ่งขึ้น

“CSV not CSR”

รวมถึงการสนับสนุนพัฒนาชุมชนอย่างรอบด้าน หากพูดถึงเรื่องของการตอบแทนชุมชน สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจนึกถึงโมเดล ‘CSR’ ที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ในการจัดกิจกรรมเป็นครั้ง ๆ แล้วจบไป แต่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างที่ เต้ง-พิชัย จิราธิวัฒน์ ได้เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับหัวใจสำคัญในการมีอยู่ของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ที่เดินทางเข้าสู่ปีที่ 9 นั่นคือ การเข้าไปสนับสนุนชุมชน แบบเข้าอกเข้าใจและให้เขายืนหยัดได้ด้วยตัวเอง รับฟัง ทำความเข้าใจ แล้วช่วยต่อยอดสิ่งที่เขามีอยู่แล้วให้แข็งแรงขึ้น มากกว่าที่จะยัดเยียดตามแบบแผนที่เราอยากจะให้เป็น 

สิ่งเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนออกมาผ่านการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัลหรือ “เซ็นทรัล ทำ” ที่เน้นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม หรือที่เรียกว่า ‘Holistic Shared Value Ecosystem’ 

“ CSV (Creating Shared Value) ​

not 

CSR (Corporate Social Responsibility) “

ว่าด้วย CSV แล้ว แนวคิดนี้ถือเป็นการสร้างความยั่งยืนระยะยาวที่หยิบเอาของเดิมที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าและมูลค่าไปพร้อม ๆ กัน โดยในปีนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น 

✱ พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ

✱ พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน

✱ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ 

✱ เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล

✱ ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค 

✱ ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

✱ มุ่งเน้นชุมชนยั่งยืนคาร์บอนต่ำและเพิ่มพื้นที่สีเขียว

✱ บริหารจัดการขยะมุ่งสู่ ZERO WASTE

โดยศูนย์การเรียนรู้สวนเทพพนา แห่งนี้จึงถือเป็น ‘ภาพจริง’ ในการหยิบเอาจิ๊กซอว์แต่ละตัวมาต่อรวมกันเป็นพื้นที่ตัวอย่างการพัฒนาแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนด้วย

ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

ไม่รู้เหมือนกันว่าสำหรับใครหลาย ๆ คน ครั้งล่าสุดที่ได้เงยหน้ามองเห็นทะเลดาวเต็มท้องฟ้าแบบนี้คือเมื่อไหร่กัน แต่สำหรับเรานี่คือครั้งแรก! อีกหนึ่งไฮไลต์นอกจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้ด้านวิถีเกษตรคาร์บอนต่ำแล้ว บรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้ในยามค่ำคืนก็เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาด (มาก ๆ) เลยเช่นกัน 

โดยสวนเทพพนาได้ยกระดับพื้นที่และกิจกรรมอย่างการดูดาวร่วมกับเซ็นทรัล ทำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ พื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดนี้ก็ไม่ใช่ว่าที่ไหนก็จะเป็นได้ แต่ท้องฟ้ามืด (Dark Sky) นั้นหมายถึง พื้นที่ที่ปราศจากมลภาวะทางแสงในยามค่ำคืน มีระดับความมืดเพียงพอให้เรามองเห็นวัตถุท้องฟ้าด้วยตาเปล่า ทั้งดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ กลุ่มดาว กระจุกดาว เนบิวลา ไปจนถึงทางช้างเผือกที่พาดผ่านฟ้าเหมือนภาพวาดขนาดใหญ่ 

และนี่คือครั้งแรกที่เราได้เห็นสิ่งเหล่านี้แบบชัด ๆ ทั้ง ดาวพฤหัส กลุ่มดาวหมา เนบิวลานายพราน ผ่านกล้องโทรทรรศน์ 

ทั้งดาวพฤหัสที่ส่องแสงนิ่งสงบ

กระจุกดาวข้างดาวหมาใหญ่ที่รวมตัวกัน

และเนบิวลานายพรานที่ดูละมุนกลางอวกาศ

ทำให้เห็นว่าธรรมชาตินี่มันยิ่งใหญ่และสวยงามมากจริง ๆ บอกตามตรงว่า ถ้าใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงไฟของเมือง เราคงไม่มีทางได้เห็นภาพแบบนี้ง่าย ๆ แน่นอน

พื้นที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็คงเติบโตไม่ได้ หากไม่มีความตั้งใจและร่วมมืออย่างเอาจริงเอาจังของชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงการทำให้พื้นที่เติบโตได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวควบคู่กันไป  

‘เซ็นทรัล ทำ’ ได้เข้ามาช่วยเสริมต่อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ของพื้นที่สวนเทพพนา อาทิ การทำงานร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดวางเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และพื้นที่เรียนรู้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี และส่งเสริมการท่องเที่ยวทุกฤดูกาล แบบที่ไม่ต้องรอดอกกระเจียวหรือหน้าฝนเท่านั้น รวมถึงการสนับสนุนผู้คนในชุมชน สร้างโอกาสการจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการ เปิดพื้นที่ให้พัฒนาทักษะ เรียนรู้งานจริง และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

Credit

Chayanit S.

เป็นคนกรุงเทพฯ ชอบเดินเที่ยวเมือง ฟังเพลงซ้ำ ๆ นั่งโง่ ๆ ดูคนคนใช้ชีวิต :-)