เหตุใดเยอรมันชะลอผลิต ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ ท่ามกลางเทรนด์ที่โตขึ้น

นี่คือการรักษาสมดุลหรือชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงาน?

ในปีที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวดีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดย 2025 เป็นปีแรกที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน’ เพิ่มขึ้นมากกว่าพลังงานถ่านหิน โดยมีพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นที่นิยม ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งไม่เพียงเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานถ่านหิน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่การเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็ดูจะไม่ได้เป็นผลดีไปซะทั้งหมด อีกทั้งยังนำไปซึ่งการเกิดปัญหาใหม่จนทำให้ต้องมีการออกนโยบายชะลอการผลิต ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ ในเยอรมนี และในประเทศยักษ์ใหญ่ยุโรปอื่น ๆ

รายงานของสมาคมพลังงานแสงอาทิตย์เยอรมนีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในเยอรมนีเมื่อปี 2025 คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 18 ของการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ

มีระบบโซลาร์เซลล์มากกว่า 5.5 ล้านระบบที่ติดตั้งทั่วเยอรมนี และสามารถผลิตไฟฟ้าราว 87 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.83 เมื่อเทียบกับปี 2024

พลังงานแสงอาทิตย์ ฟันเฟืองสำคัญของพลังงานหมุนเวียนในยุโรป

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นรองเพียงพลังงานลม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 27 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และแซงหน้าแหล่งพลังงานอื่นๆ ขึ้นมาครองสัดส่วนใหญ่เป็นอันดับสองในโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของเยอรมนี

มีการตั้งเป้าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้มีกำลังการผลิตรวม 215 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งในปัจจุบันอยู่ที่ราว 118 กิกะวัตต์ ซึ่งหมายความว่าเยอรมนีจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ราว 20 กิกะวัตต์ต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

แม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่การขยายกำลังการผลิตกลับชะลอตัวลงในปี 2025 โดยกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่อยู่ที่ราว 17.5 กิกะวัตต์ ต่ำกว่าระดับในปี 2024 อยู่เล็กน้อย

รายงานระบุว่าการชะลอตัวดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่ลดลง โดยมติของรัฐบาลกลางในการปรับลดมาตรการจูงใจสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาใหม่เมื่อปีที่แล้ว ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโต

แล้วเหตุใดรัฐบาลเยอรมนีถึงออกนโยบายชะลอ สวนทางการตลาดที่เติบโต ?

ในปีที่ผ่านมา สมาชิกสังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands) อาทิ Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ  ได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินอุดหนุนของรัฐที่ตั้งไว้เพื่อสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก รวมถึง นาย Andreas Lenz โฆษกด้านนโยบายพลังงานของพรรค ก็แสดงความกังวลถึงเรื่องนี้ว่า การขยายตัวที่ควบคุมไม่ได้กำลังนำไปสู่ความตึงเครียดของระบบเครือข่ายไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ต่างสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายค้านและอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ

แม้จะโดนโจมตีว่าเป็นการทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนหยุดชะงัก แต่การโตขึ้นอย่างมากของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นปัญหาจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากมีการขยายตัวของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่มากเกินไปภายในระยะเวลาอันสั้น ผู้ให้บริการเครือข่ายไฟฟ้าในเยอรมนีประสบปัญหาในการเชื่อมเครือข่ายกับระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์รายใหม่เข้ากับเครือข่ายไฟฟ้าหลัก 

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สูงอาจสร้างความท้าทายต่อระบบไฟฟ้าส่วนที่เหลือ Matthias Janssen ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบริษัทที่ปรึกษา Frontier Economics อธิบายว่า สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในช่วงเร่งผลิตไฟฟ้าตอนเช้าและเย็น ช่วงเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้น ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ในระบบจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ช่วงเย็นปริมาณ พลังงานแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ปัญหาที่ตามมาคือ “การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มีความผันผวนไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ” ขณะที่ตามกลไกแล้ว การบริโภค และการผลิตไฟฟ้าต้องสมดุลกันเสมอ มันจึงนำไปสู่ปัญหาที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่นอย่างโรงไฟฟ้าดั้งเดิมไม่สามารถเพิ่มและลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะชดเชยความผันผวนนี้

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียงต้นทางผลิต แต่คือระบบที่รองรับการเปลี่ยนผ่าน

ในปัจจุบัน โครงข่ายไฟฟ้าในทวีปยุโรปหลายประเทศยังไม่สามารถรับรองปริมาณ พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ที่มากขึ้นได้ไหว เนื่องจากสายส่งและสถานีไฟฟ้าในหลายประเทศยุโรปยังออกแบบมาสำหรับโรงไฟฟ้าใหญ่แบบเดิม การที่ทั่วประเทศมีการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เร็วเกินไปส่งผลให้ไฟฟ้าล้นระบบจนระบบต้องตัดไฟ

ก่อนหน้านี้ ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ประเทศในแถบคาบสมุทรไอบีเรียอย่างสเปน โปรตุเกส อันดอร์รา และฝรั่งเศส เจอกับสถานการณ์ไฟดับเป็นเวลาหลายชั่วโมง แม้ตอนแรกจะมีข้อสงสยัว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ แต่ภายหลัง มีการคาดว่าเป็นเพราะปัญหาระบบเครือข่ายไฟฟ้าเนื่องจากการผลิตไฟฟ้าเกินขนาด ก่อนจะกู้ระบบไฟฟ้ากลับคืนมาได้ในภายหลัง และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ระบบเครือข่ายสายไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการหยุดชะงักอีกครั้งเนื่องจากสัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีปริมาณสูง

สหภาพยุโรปเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับปัญหาที่พบ ประเทศสมาชิกได้หารือกันเพื่อร่างข้อเสนอใหม่ในการแก้ปัญหาการติดขัดของโครงข่ายไฟฟ้า (grid bottlenecks) ได้แก่ แผนรวมสำหรับโครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดน เพื่อให้การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกราบรื่นขึ้น และกระจายพลังงานจากพื้นที่ผลิตไปยังพื้นที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น และหากการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาโครงข่ายไฟฟ้านี้สำเร็จก็จะช่วยลดต้นทุนรวมทั้งระบบพลังงานได้ประมาณ 8 พันล้านยูโร 

อ้างอิง

https://www.xinhuathai.com/inter/551638_20260106

https://www.reuters.com/sustainability/boards-policy-regulation/eu-will-step-unblock-power-grid-bottlenecks-draft-shows-2025-12-08/?utm_source=chatgpt.com

https://www.reuters.com/fact-check/power-cuts-hit-spain-portugal-not-belgium-greece-or-netherlands-2025-04-30

https://www.ditp.go.th/post/o37u7bvigtxv5imsseh78gve

Credit

Chayanit S.

เป็นคนกรุงเทพฯ ชอบเดินเที่ยวเมือง ฟังเพลงซ้ำ ๆ นั่งโง่ ๆ ดูคนคนใช้ชีวิต :-)