สภาพภูมิอากาศ แรงกดดันต่อการโยกย้ายถิ่นฐาน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานส่วนใหญ่ที่โลกคุ้นเคยมักมีเหตุมาจากภัยสงคราม ความขัดแย้ง หรือแรงกดดันทางสังคมการเมือง แต่ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยใหญ่ที่ส่งผลให้ผู้คนต้องละทิ้งบ้านเกิด แม้ไม่ใช่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนภัยสงคราม แต่ภัยจากน้ำท่วม ความแห้งแล้ง และพายุหมุนกำลังค่อยๆ สร้างความเสียหายต่อการดำรงชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม พายุไซโคลน และภัยแล้ง เมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากพายุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่สั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คน ซึ่งผู้คนจำนวนมากขึ้นกำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในประเทศที่มีอัตราค่าจ้างสูงกว่าในประเทศของตนเองเพื่อความอยู่รอด
จากรายงาน “การโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศของแรงงาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ข้อมูลเชิงลึกจากประเทศมาเลเซียและประเทศไทย” โดย ซ่ารา วกิล, คิม ดายุน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) และ SEI ประจำกรุงเทพ ประเทศไทย ในปี 2566
ระบุว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักและศูนย์กลางระดับภูมิภาคของผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เมียนมา และเวียดนาม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของประเทศไทย ทำให้มีความต้องการแรงงานค่าแรงต่ำเพื่อผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก จากการสำรวจแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา 10,156 คน ในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562 พบว่าแรงงานส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคการผลิต การก่อสร้าง และการบริการ โดยมีส่วนน้อยที่ทำงานรับใช้ในบ้านและเกษตรกรรม/ป่าไม้ (ร้อยละ 7)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยแล้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็น อยู่ของแรงงาน ในประเทศไทยซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชิ้น น้ำท่วมทำให้การเก็บเกี่ยว หยุดชะงักและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของพวกเขา ความร้อนสูงในทั้งสองประเทศทำให้สภาพการทำงานยากลำบาก ประกอบกับแรงงานข้ามชาติมักประสบกับการเลือกปฏิบัติรูปแบบต่าง ๆ ด้วยเหตุแห่งสัญชาติ เพศ และสถานะ การโยกย้ายถิ่นฐาน บรรทัดฐานทางเพศยังคงเป็นตัวกำหนดลักษณะงานและค่าจ้างของผู้หญิงและ ผู้ชาย ผู้หญิงในภาคการเกษตรทั้งในประเทศไทยต้องประสบกับการเลือกปฏิบัติในด้าน กิจกรรมทางเพศและการตั้งครรภ์ในระดับที่เพิ่มขึ้น
ในบรรดาแรงงานข้ามชาติภาคเกษตร ตามฤดูกาลในประเทศไทยที่ได้รับค่าจ้างตามปกติ แรงงานหญิงมีรายได้น้อยกว่าแรงงานชายประมาณ หนึ่งในสาม คือ 5,300 บาท (162 เหรียญสหรัฐ) และ 8,000 บาท (244 เหรียญสหรัฐ) ในที่เดียวกัน ตามลำดับ ช่องว่างระหว่างเพศมักจะเกี่ยวข้องกับลักษณะงานที่ได้รับ โดยผู้หญิงจะได้รับมอบหมายให้ตัดและทำความสะอาดอ้อย ในขณะที่ผู้ชายมักได้งานที่มีรายได้มากกว่า เช่น การขายอ้อยให้กับโรงหีบอ้อย ยิ่งไปกว่านั้น ภายในครอบครัว ผู้หญิงมักจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลด้วย ซึ่งทำให้ชั่วโมงการทำงานและรายได้ ของพวกเขาลดลงอีก (ข้อมูลจากรายงานของ Gammage และ Stevanovic (2562) หัวข้อ Gender, Migration and Care Deficits: What Role for the Sustainable Development Goals?)
เรื่องราวของ อ่อง ตาน จี่ : ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาในไทย

อ่อง ตาน จี่ วัย 52 ปี จากเมืองพระโค ประเทศเมียนมา ตัดสินใจอพยพมาไทยพร้อมครอบครัว 6 คน หลังน้ำท่วมทำลายพื้นที่การเกษตรของเธอจนต้องแบกรับภาระหนี้สิน เธอย้ายตามลูกสาวมาทำงานรับจ้างในภาคเกษตร ทิ้งไว้เพียงคุณพ่อวัย 80 ปีที่ยังอยู่ในเมียนมา โดยเธอคอยส่งเงินกลับไปให้ท่านใช้
ตลอด 13 ปีในไทย อ่อง ตาน จี่ ทำงานปลูกข้าวและข้าวโพดให้กับนายจ้างที่พูดภาษาพม่าได้เพียงเล็กน้อย แต่เธอและนายจ้างก็ช่วยกันเรียนรู้ เธอสอนนายจ้างพูดพม่า ขณะที่นายจ้างก็สอนเธอพูดไทย ความผูกพันนี้ทำให้เธอมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี
แม้ใจอยากกลับไปอยู่กับพ่อที่บ้านเกิด แต่สถานการณ์ความไม่สงบทำให้เธอทำได้เพียงส่งเงินกลับไปดูแลท่าน เวลาคิดถึงบ้าน เธอจะทำอาหารพม่าหรือสวมชุดพื้นเมืองไปร่วมทำบุญที่วัดและงานเทศกาลสำคัญ
โชคดีที่นายจ้างเข้าใจและให้โอกาส ในช่วง 3-4 เดือนที่ไม่มีงานเก็บเกี่ยว เธอได้รับอนุญาตให้ปลูกผักเล็กๆ ไว้ยังชีพ เนื่องจากช่วงหน้าแล้ง เมื่อผลผลิตลดลง รายได้ของเธอก็ลดลงตามไปด้วยนี้จึงเป็นอีกทางที่ทำให้เธอและครอบครัวอยู่รอด
อ่อง ตาน จี่ กล่าวว่า “ถึงแม้จะประสบกับการโยกย้ายถิ่นฐาน แต่ก็ดีใจที่ได้มาทำงานในประเทศไทย ทำให้ฉันสามารถเก็บเงินปลดหนี้ และส่งเงินกลับไปดูแลพ่อได้ ขอบคุณนายจ้างและคนไทยที่ให้โอกาสกับแรงงานข้ามชาติ”
สภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทย
จากการศึกษา การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย ของ ยูนิเซฟ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี 2565 เผยให้เห็นว่า เด็กในประเทศไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงสูงสุด
รายงานยังเน้นย้ำว่า ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเด็กไทยโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การแพร่ระบาดของเชื้อโรค และภาวะขาดแคลนอาหาร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ พัฒนาการ และความเป็นอยู่ของเด็ก

ด้าน อาจารย์ปฐวี โชติอนันต์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า ผลกระทบของภัยพิบัติที่มีต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่เพียงส่งผลเสียต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนาข้าว แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อการอยู่อาศัยของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยด้วยที่ต้องเผชิญกับความเสียหายซ้ำซาก สร้างความยากลำบากในการฟื้นตัวและดำรงชีวิตในระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกย้ายถิ่นฐานออกจากชนบทไปหางานในเมืองใหญ่ เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในด้านอาชีพ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การโยกย้ายนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รากลึกอยู่ในระบบพัฒนาของประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส
เรื่องราวของ อั๋น : เยาวชนจากครอบครัวเกษตรกรในอุบลราชธานี

ศราวุฒิ วรรณโสภา หรือ “อั๋น” อายุ 22 ปี เยาวชนจากภาคอีสานที่เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติของบ้านเม็กใหญ่ ตำบลกลาง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ถึงแม้จะเติบโตมาในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เขายังจดจำได้ดีถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเกิดที่ในอดีตเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ทว่าทุกวันนี้กลับลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ในปี 2565 ครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ไร่มันสำปะหลังและสวนยางพาราเกิดความเสียหาย และในช่วงฤดูร้อนยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งและการเผาพื้นที่การเกษตร นั้นทำให้เขาเริ่มตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชนบทไทยอย่างรุนแรง และอาจผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อหาชีวิตที่มั่นคงกว่าในเมือง หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ
ศราวุฒิ วรรณโสภา กล่าวว่า “ผมมีความคิดที่จะย้ายไปทำงานในกรุงเทพมหานคร แต่ก็พร้อมจะกลับมาทำเกษตร ถ้ามีนโยบายที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าหากมีแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะอยู่และพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง”
กำหนดเส้นทางใหม่ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ด้าน ดร.นาอีม แลนิ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีข้อเสนอว่า การรับมือกับการโยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถทำได้สองแนวทาง คือ
1. การสนับสนุนให้ประชากรสามารถอยู่ในพื้นที่เดิม (Stay & Adapt) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับภัยพิบัติ สนับสนุนการสร้างอาชีพที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ให้ความรู้และฝึกอบรมด้านการเกษตรและการจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน
2. การสนับสนุนให้ประชากรสามารถโยกย้ายไปพื้นที่ใหม่ได้อย่างเหมาะสม (Move & Integrate) เตรียมความพร้อมด้านทักษะแรงงานเพื่อให้ประชากรสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในเมืองได้ พัฒนาเมืองให้มีความสามารถรองรับแรงงานที่ย้ายเข้ามา (Carrying Capacity) และจัดทำแผนผังเมืองที่สามารถรองรับการขยายตัวของประชากรได้อย่างเป็นระบบ
โดยแนวทางการจัดการพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และภัยแล้ง ควรมุ่งเน้นไปที่
1. นโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Efficiency Policy) เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีชลประทานที่แม่นยำ การใช้ระบบกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการควบคุมการใช้น้ำเพื่อให้เกิดความสมดุล
2. การวางแผนการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่าน “โมเดลการปลูกพืชที่ยืดหยุ่น (Climate-Resilient Cropping Model)” ซึ่งรวมถึง การปลูกพืชที่ทนต่อสภาพอากาศแปรปรวน การกำหนดช่วงเวลาการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ การวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีทรัพยากรจำกัด
3. การจัดโซนนิ่งการเกษตร (Agricultural Zoning) ช่วยให้การใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น การกระจายตัวของการเกษตรช่วยลดความหนาแน่นของประชากรในเมือง เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ
ในขณะที่ อาจารย์ปฐวี จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีข้อเสนอสำหรับแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกัน คือ
1. การยกปัญหาภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ เน้นการบริหารจัดการในระดับภูมิภาค (Regional Management) โดยจัดการตามลุ่มแม่น้ำ เช่น ลุ่มแม่น้ำมูล ลุ่มแม่น้ำชี และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ ต้องมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมถึงวางแผนการจัดการน้ำระยะยาว เช่น กำหนดแผน 3 ปี 5 ปี และ 10 ปี โดยให้วาระน้ำท่วมกลายเป็นประเด็นสำคัญในแผนพัฒนาเมืองและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจริงจัง เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน
2. สร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การจัดการน้ำไม่ควรเป็นภาระของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ต้องดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่วมกันออกแบบและกำหนดแนวทางการจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งในระดับชุมชน ให้การแก้ไขปัญหามีความรอบด้านและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
3. เปลี่ยนมุมมองในการจัดการภัยพิบัติ การป้องกันน้ำท่วมอย่างสมบูรณ์อาจเป็นไปไม่ได้ จึงควรเน้นการอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน และเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเสียหายในระยะยาว และวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับชุมชนในอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป
ในขณะเดียวกัน เยาวชนอย่าง ศราวุฒิ ได้สะท้อนเสียงของคนรุ่นใหม่ว่า “เราควรมีแผนรองรับและเตรียมความพร้อมต่อปัญหาสภาพอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการฟื้นฟู การป้องกัน และการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในระดับชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมที่ปลูกฝังแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งผมเองก็เคยมีบทบาทเป็นแกนนำเยาวชนในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพร้อมจะเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยั่งยืน”
และในวันที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งสัญญาณของการโยกย้ายถิ่นฐาน หน้าที่ของเราทุกคนคือการผลักดัน ให้เกิดนโยบายที่รับมือได้จริง ร่วมกันสร้างระบบสนับสนุนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และที่สำคัญที่สุด คือการเร่งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนที่บ้านของใครอีกหลายล้านคนจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง