เราไม่ได้อยากให้เด็กทุกคนโตขึ้นมาเป็นนักสิ่งแวดล้อม แต่เราอยากให้พวกเขาเติบโตมากับหัวใจที่ ‘เข้าใจ’ ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และมีความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้
เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทย เรามักนึกถึงกฎหมาย มาตรการรัฐ งบประมาณ หรือการรณรงค์ใหญ่โต แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง คือ “การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก” ผ่านเครื่องมือที่ใกล้ตัวและทรงพลังที่สุด นั่นคือ วรรณกรรม
เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากการสร้างความเข้าใจ
เด็กหนึ่งคนไม่ได้เติบโตจากแค่ห้องเรียนหรือการอบรมสั่งสอนในบ้าน แต่เติบโตจากเรื่องราวที่เขาได้อ่าน ได้ดู ได้จินตนาการ ดังนั้น หนังสือภาพ การ์ตูน หรือวรรณกรรมที่ดูเหมือนไร้เดียงสาเหล่านี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของโลกทัศน์ที่พวกเขาจะมีต่อธรรมชาติและสังคมรอบตัว
“วรรณกรรมไม่ได้บอกให้ทำ แต่มันพาเราไปรู้สึกและเข้าใจด้วยตัวเอง”
เพราะถ้าแม้แต่ผู้ใหญ่เรายังไม่อยากถูกสอนด้วยข้อห้ามหรือคำสั่ง เด็กก็ไม่ต่างกัน

ยังจำหนังสือเล่มแรกที่คุณอ่านแล้วหยุดไม่ได้ได้ไหม?
หนังสือเหล่านั้นไม่ได้สอนเราเป็นข้อ ๆ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่มันพาเราเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องเล่า เช่นเดียวกับเด็กที่ได้อ่านนิทานเรื่องเสือป่าที่สูญเสียเพื่อนเพราะป่าถูกทำลาย น้ำท่วมหายหมด หรือหนังสือ “เกรตากับยักษ์ใหญ่” กับภาพของเกรตาและผองเพื่อนในป่าที่ร่วมมือกันหยุดยักษ์ไม่ให้ทำลายบ้านในป่าของเธอ ภาพเหล่านี้ทำให้เด็ก ๆ ได้รู้จักกับเกรต้า ทุนแบรย์ เช่นกัน เพียงแต่ไม่ใช่บนหน้าข่าวหนังสือพิมพ์หรือออนไลน์ หากแต่เป็นนิทานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตใจที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของเธอ นั่นคือการเรียนรู้ที่จะฝังลึกมากกว่าการท่องจำ

เราเห็นความร่วมมือระดับโลกในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP 26) ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศสำหรับเยาวชนในอนาคต มีการจัดทำชุดหนังสือเด็กนำเสนอหนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน จากสำนักพิมพ์หนังสือ 39 แห่ง รวมทั้งหมด 44 เล่ม ประกอบด้วยหนังสือภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งเด็ก ครู และผู้ปกครองสามารถเข้าถึงและค้นหาในรูปแบบดิจิทัลได้ เพื่อให้ความรู้แก่เด็กๆ เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมทักษะการอ่าน และอยากเน้นย้ำให้พวกเขาเข้าใจถึงงแวดล้อม วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้พวกเขาเติบโตมาโดยได้รับความรู้และมีความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้

แล้ววรรณกรรมสำคัญอะไรกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในไทย?
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งเมื่อเราลองเดินสำรวจร้านหนังสือคร่าว ๆ ด้วยตาหรือลองเอาใจไปหย่อนที่ห้องสมุดแถวบ้านนั่งอ่านนิทานเหล่านี้ก็จะพบว่านิทานที่เราเจอส่วนมากมักเป็น “นิทานแปล” ที่หยิบมาจากต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ด้วยความโด่งดังของหลาย ๆ เล่มที่ถูกแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก แต่ย้อนกลับมาที่เรื่องของ “หนังสือนิทานไทย” กันบ้าง พอจะนึกออกไหมว่านิทานที่ผู้แต่งเป็นคนไทยเล่มล่าสุดที่เราคุ้นชื่อคือเรื่องอะไรกัน?
ป๋องแป๋ง หนูนิด กุ๋งกิ๋ง ก็เป็นชื่อที่คนเขียนเองพอจะคุ้นอยู่บ้างด้วยความที่เป็นหนังสือชุดมีให้เราติดตามหลายเล่ม ซึ่งในมุมของผู้เขียนอย่างเราเองก็มองว่า คงจะดีนะ ถ้ามีนิทานที่เขียนโดยคนไทยและสื่อสารในบริบทของสังคมไทยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น
เพราะนิทานไม่ใช่แค่หนังสือที่ทำงานทางความคิดกับวัยเด็กเท่านั้น หากแต่ยังส่งสารบางอย่างไปถึงผู้ใหญ่ผู้โตอย่างเรา ๆ เวลาอ่านด้วย และ “นิทานวาดหวัง” หนึ่งในผลงานที่เขียน-วาด-ผลิตโดยคนไทยก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราฉุกคิดหลาย ๆ เรื่องขึ้นมาอีกครั้ง
นิทานวาดหวัง ที่เราสัมผัสได้ถึงการสื่อสาร “ความหวัง” สู่สังคมที่ดีขึ้น โลกที่น่าอยู่ขึ้น ผ่านการเห็นอกเห็นใจ การเข้าใจในธรรมชาติและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ อันเป็นคุณค่าที่ควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กเล็ก และมันอาจไม่ได้ต้องเริ่มจากสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่มันสามารถเริ่มจาก นิทานเล่มเล็ก ๆ ที่ทำให้เด็กรู้ว่าพวกเขามีพลังในการเลือกเป็นคนแบบไหน
3 หนังสือวรรณกรรมเด็กที่น่าสนใจ

เรื่อง : หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) | ภาพ : Viwenny

เรื่อง : สองขา (ศรีสมร โซเฟร) | ภาพ : Mimininii

เรื่อง : สองขา (ศรีสมร โซเฟร) | ภาพ : มงคล หวานฉ่ำ | สำนักพิมพ์พาส เอ็ดดูเคชั่น
ในสังคมที่ยังมีช่องว่างเรื่องการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ หรือแม้แต่คุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม วรรณกรรมกลายเป็น “เครื่องมือเปิดโลก” ที่ต้นทุนต่ำแต่ทรงพลังมหาศาล เพราะมันสามารถเข้าไปถึงหัวใจเด็ก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและกำลังพูดเรื่องอะไร
หากเราจะฝันถึงสังคมที่ดีแบบไหน ก็คงจะต้องวาดภาพเหล่านั้นให้ผู้คนเห็น โลกที่เราช่วยกันรักษามันจะสวยงามแค่ไหน หรือโลกที่ทรุดโทรม ผู้คน สัตว์ ได้รับผลกระทบ มันจะหน้าตาเป็นแบบไหน เราก็คงจะต้องทำให้เขาเห็นว่าการลงมือทำของพวกเราทุกคน มันส่งผลต่อโลกที่จะดีขึ้นหรือแย่ลงเพียงใด
หากเราอยากให้เด็กผูกพันในธรรมชาติ เราก็ต้องพาเขาเข้าไปอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ คำบรรยายหรือภาพวาดในหนังสืออาจไม่ได้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เท่ากับการพาเขาไปอยู่ในสถานที่ที่รายล้อมด้วยสายลมแสงแดดของจริง แต่ตัวหนังสือเหล่านี้จะช่วยกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ชี้ชวนให้พวกเขาอยากออกไปเจอกับธรรมชาติ เกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน หวงแหน รวมถึงความรู้สึกใกล้ชิดกับสัตว์โลก มองเห็นความเชื่อมโยงการกระทำของมนุษย์กับวิถีชีวิตของสัตว์เหล่านั้นได้มากขึ้นผ่านตัวละคร เรื่องเล่า องค์ประกอบที่อยู่ในวรรณกรรม
เพื่อนที่ชื่อ “หนังสือ” จะเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในการปลูกฝังความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมและการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมให้กับเด็กไทยได้ และประเทศเรายังต้องการบุคลากรเหล่านี้อีกมาก
ภาพเด็กไทยที่มีจิตสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อม ‘เข้าอกเข้าใจ’ จริง ๆ ทั้งการแยกขยะอย่างเป็นระบบแบบแทบจะหลับตาได้ การทะนุถนอมธรรมชาติรอบตัว การรู้คุณค่าของทรัพยากรที่เราใช้ในแต่ละวัน ฯลฯ อย่างที่เราเห็นจนชินตาจากประเทศนู้น ประเทศนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในปีสองปี หากแต่เป็นการลงทุน แก้ไขเชิงโครงสร้าง และเปิดกว้างต่อความคิดใหม่ ๆ ให้ความสำคัญต่อบุคลากรที่ตั้งใจจะพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพราะสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อจินตนาการของคนรุ่นใหม่ถูกหล่อหลอมด้วยความเข้าใจและระบบความคิดที่ทำให้เขาตัดสินใจเองได้ โดยไม่ใช่แค่การท่องจำจากความรู้ที่มีให้ในห้องเรียน เราอาจต้องเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเปิดพื้นที่ให้วรรณกรรมเข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กมากขึ้น มีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้
คำถามของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ว่า “เด็กเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน”
แต่คือ “เราลงทุนอะไรกับการปลูกฝังความเข้าใจนี้มากพอแล้วหรือยัง?”
อ้างอิง
Exact Editions : COP26 Children’s Books Collection
Save the Children: How Children’s Books can help tackle climate crisis
Yes : Why Children’s Stories Are a Powerful Tool to Fight Climate Change