ถึงเวลาทวงคืนสิทธิในการซ่อม เรื่องพื้นฐานที่คนไทยต้องได้เข้าถึง

จะเจ้าของเงิน เจ้าของร้าน คนผลักดันกฎหมาย เราทุกคนต่างเป็น “ผู้บริโภค” ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ไหนจะอะไหล่เลิกผลิตบ้างละ ไหนจะอุปกรณ์ตกรุ่นบ้างละ จริงอยู่ที่เราไม่จำเป็นต้องการกฎหมายมารองรับการเดินเข้าไปในร้านซ่อมมือถือหรืออู่ซ่อมรถยนต์ ทว่าหลายปีมานี้ เจ้าของกิจการซ่อมแซมหลายรายต่างก็ออกมาบอกถึงความยากลำบากในการประกอบธุรกิจ 

เพราะงั้น จะดีกว่าไหมหากหลายภาคส่วนร่วมมือกันผลักดัน ‘สิทธิในการซ่อม’ หรือที่เรียกกันว่า Right to Repair (R2R) เพื่อให้ผู้บริโภคที่ควักเงินก้อนโตมาจับจ่ายใช้สอยอย่างเราๆ รักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้

แนวคิด R2R นี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ด้วยการมีกฎหมายมารองรับอย่างเป็นรูปเป็นร่าง กฎหมายที่ว่านี้จะช่วยให้ทั้งคนซื้อและคนขาย หรืออันที่จริงควรเรียกว่าช่างซ่อมเสียมากกว่า เข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่ได้อย่างอิสระมากขึ้น รวมถึงคุ้มครองเราจากข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ที่ทำให้การซ่อมแซมสินค้ากลายเป็นเรื่องยุ่งยาก

กว่าจะเป็นสิทธิในการซ่อม R2R ที่สู้กับสินค้าที่ราคาสวนทางกับคุณภาพ

หนึ่งในคลื่นที่ซัดไปสาดมาบนโลกโซเชียลอยู่หลายปีคือประเด็นของสิ่งแวดล้อม ยิ่งเมื่อพูดถึงปริมาณมลพิษที่ไม่ได้เป็นแค่หมอกจางๆ และควัน แต่ดันพ่วงมากับขยะอิเล็กทรอนิกส์กองพะเนิน ผู้คนก็ยิ่งหันมาสนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น ราคาของสินค้าที่เพิ่มเอาๆ จนสวนทางกับคุณภาพในปัจจุบัน ก็เป็นอีกแรงผลักดันให้หลายประเทศในยุโรปคลอดนโยบาย R2R (Right to Repair) ออกมา

หลังจากนั้นกระแสเรียกร้องสิทธิในการซ่อมนี้เดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของบริษัทผลิตอุปกรณ์ (Original  Equipment Manufacturers: OEMs) ที่ส่งออกฟันเฟืองกับเครื่องยนต์ไปทั่วโลก ชาวอเมริกันหลายคนเริ่มตระหนักว่าผู้ผลิตส่วนมากคงอยากให้พวกเขารูดบัตรซื้อสินค้าชิ้นใหม่มากกว่านำกลับมาซ่อม แน่นอนว่ามันก็เป็นสิทธิของบริษัทเหล่านี้ที่จะออกแบบสินค้าอย่างอิสระ หรือปกป้องลิขสิทธิ์ทางการค้าของตัวเองด้วยการใช้ซอฟต์แวร์มาล็อคอุปกรณ์ (Software Lock) หรือจับคู่ชิ้นส่วนอะไหล่โดยการเข้ารหัสอุปกรณ์ (Parts Pairing) แต่ผู้บริโภคก็ควรจะมีสิทธิมีเสียงเช่นเดียวกัน ประชาชนหลายคนเลยออกมาร่วมกันผลักดันนโยบาย R2R เพื่อมาคัดง้างกับความไม่เป็นธรรมนี้

คนซื้อซ่อมได้ คนขายก็แฮปปี้…จริงหรอ?

แม้เทคโนโลยีสุดไฮเทคอย่างมือถือหรือแท็บเล็ตช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นมาก แต่ขยะอิเล็กทรอกนิกส์ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เราอาจจะเผลอมองข้ามไป ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกถูกนำไปรีไซเคิลเพียง 20% เท่านั้น แค่ในอเมริกา มูลค่าความเสียหายของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้นำไปรีไซเคิลก็สูงถึง 10 พันล้านดอลลาร์ต่อปี คำถามที่ตามมาก็คือเราจะมีวิธีจัดการพวกมันอย่างไร 

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รีไซเคิลเหล่านี้จะกองอยู่ใต้ก้นหลุมฝังกลบ

เป็นที่มาของสารเคมีอันตรายกับก๊าซเรือนกระจกที่รั่วไหลออกมา

ทว่า ขยะก็ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาเดียวที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพราะการผลิตชิ้นส่วนของเครื่องใช้เหล่านี้ เช่น แบตเตอรี่โทรศัพท์ ต้องใช้โลหะจากการขุดเจาะ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรน้ำ แร่ธาตุ และธาตุหายากจำนวนมหาศาล ดังนั้น หากจะพูดว่าเราสามารถลดปริมาณคาร์บอน การปล่อยมลพิษ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่การผลิต จากการเลิกโยนโทรศัพท์มือถือลงถังขยะสีแดงก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ สิทธิในการซ่อม (R2R) ยังมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพราะการยืดอายุการใช้งานของสิ่งของเครื่องใช้พวกนี้ จะช่วยผู้บริโภคลดค่าใช้จ่าย ยิ่งถ้าเอาไปซ่อมในช่วงรับประกันสินค้าก็จะยิ่งถูกลงไปอีก มาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะมองว่าค่าใช้จ่ายก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายอยู่วันยังค่ำ แต่การส่งเสริมธุรกิจการซ่อมก็แปลว่าร้านรวงพวกนี้จะแข่งกันลดค่าบริการและพัฒนาคุณภาพของตัวเองยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเลยทีเดียว

กระนั้น กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ก็คงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่ายอดขายที่อาจลดลงนี้จะส่งผลดีกับธุรกิจตัวเองอย่างไร แน่นอนว่าเราคงจะเลี่ยงอุปสงค์ที่ลดลงไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าสิทธิในการซ่อม R2R ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกบริษัทกางข้อมูลของตัวเองหรือเปิดเผยความลับทางการค้า แต่เป็นนโยบายที่หาความสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ดังนั้นผู้บริโภคจะได้รับทางเลือกมากขึ้น ในขณะที่บริษัทต่างๆ ยังคงสามารถแข่งขันกันเพื่อผลิตสินค้าให้ออกมาโดนใจคนซื้อ ฉะนั้นแล้ว นโยบาย R2R  จะช่วยให้บริษัทส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน

อุปสรรคส่งตรงจากสายพานการผลิต

ถ้ามองจากหลายๆ มุม ประเทศไทยก็ดูจะเป็นประเทศที่เหมาะกับแนวคิด R2R หรือการเข้าถึงสิทธิในการซ่อมอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเรามีนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคและการสนับสนุนความยั่งยืนที่เหมาะสมจากทั้งเอกชนและภาครัฐ รวมถึงวัฒนธรรมซ่อมบำรุง

หลายคนคงจะเห็นอู่ซ่อมรถอยู่ริมสองฝั่งถนน หรือร้านซ่อมโทรศัพท์หลายสิบร้านที่ครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในห้างสรรพสินค้า แต่เจ้าของกิจการเหล่านี้ก็มีความยากลำบากจากหลายเหตุผลด้วยกัน ถ้าไม่นับเรื่องชิ้นส่วนกับเครื่องไม้เครื่องมือที่หายากและมีราคาสูง การไล่ตามเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์จากบริษัทต้นทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ พอเจอปัญหาแบบนี้บ่อยเข้า ลูกค้าหลายคนก็หันไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มากกว่าเอามาซ่อม

ใครกันแน่ที่ควรยกระดับสิทธิในการซ่อม?

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการสนับสนุนให้มี R2R เป็นเป็นรูปธรรมในสังคมไทยจะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจได้ก็คือการสนับสนุนจากรัฐบาลจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนโยบายนี้  แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมาย R2R แบบเป็นรูปเป็นร่าง แต่เรามีร่างกฎหมายที่ช่วยรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องของสินค้าอย่าง ‘Lemon Law’ ที่ช่วยคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ดูดีแค่ตอนซื้อ แต่ดันมีปัญหาเวลาใช้งานจริง ร่างกฎหมายนี้จะช่วยคุ้มครอง ซ่อมแซม และเปลี่ยนสินค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด

สมมติเราซื้อพัดลมมาหนึ่งตัวแต่พอใช้ไปสัก 3 วันมันดันเปิดไม่ติด Lemon Law ก็จะกลายเป็นกฎหมายที่เข้ามาคุ้มครองและช่วยให้เราขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันทีหากอยู่ภายในเวลา 14 วัน

ถ้าใครรู้สึกว่าของบางอย่างไม่ได้พังจนต้องส่งไปซ่อมที่โรงงานโดยเฉพาะ แต่จะให้หยอดน้ำมันขันประแจเองก็อาจจะเกินความสามารถไปหน่อย เราขอแนะนำคอมมิวนิตี้สำหรับคนที่อยากนำของไปซ่อมแต่ไม่รู้จะไปหาใคร ไม่รู้วิธีซ่อมแซมสารพัดเครื่องใช้ประจำบ้าน อย่าง ‘Repair Cafe’ พื้นที่ที่มีอุปกรณ์ให้ครบครัน พร้อมกับอาสาสมัครที่มีความรู้และพร้อมจะช่วยไกด์ทุกคนให้เข้าใจพื้นฐานของการซ่อม และลองลงมือทำด้วยตัวเองแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย 

แม้การมีอยู่ของชุมชนเพื่อนรักนักซ่อม จะเป็นก้าวเล็กๆ ของชาวบ้าน ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนจากภาครัฐก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญไม่แพ้กัน ‘สิทธิในการซ่อม’ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้บริโภคหรือเจ้าของกิจการซ่อมบำรุง แต่เป็นประเด็นที่ทุกคนต้องร่วมกันทำความเข้าใจเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคนี้อยู่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

อ้างอิง

https://www.senate.go.th/view/386/News/SenateMagazine/457/TH-TH

https://www.facebook.com/Reviv.thailand

https://seapublicpolicy.org/work/thailandr2r/

Credit

Lallana