ชาวปราจีนบุรีเรียกร้องนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้พิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายังปราจีนบุรี โดยยืนยัน เหตุผลสำคัญ 6 ประการ ที่รัฐบาลต้องหยุดควบปราจีนบุรีเข้า EEC
1. ศักยภาพเชิงนิเวศ: ปราจีนบุรีโดดเด่นด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ใกล้อุทยานฯ เขาใหญ่-ทับลาน
ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ยังมีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรอินทรีย์และอาชีพประมงในชุมชน ระตะนะ ศรีวรกุล นักปกป้องสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออกที่ทำการเกษตรอินทรีย์ ได้ปราศรัยในที่ชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีกล่าวว่า ชาวปราจีนบุรีมีการทำเกษตรอินทรีย์ในกว่า 18 ตำบล ทุกวันนี้ พวกเขาอยู่ได้ไม่ต้องอาศัย EEC ชุมชนพระปลงลงหากุ้ง หาปลา ชาวบ้าน ลูกหลานมีอาชีพประมงเราอยู่ได้ในอาชีพของเรา
ทั้งนี้ พื้นที่ก็ยังมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและอยู่ใกล้ผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่–ทับลาน ประชาชนจึงตั้งคำถามว่าเหตุใดจังหวัดจึงต้องพึ่งพา EEC ทั้งที่ชุมชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จากทรัพยากรและอาชีพของตนเอง พร้อมกังวลว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมจะรุกล้ำพื้นที่เกษตรอินทรีย์และเพิ่มความเสี่ยงด้านมลพิษ
2. วิกฤตมลพิษเดิม: พื้นที่กลายเป็นแหล่งรองรับกากอุตสาหกรรมจากคำสั่ง คสช. 4/2559 อยู่แล้ว
ปราจีนบุรีมีปัญหามลพิษสะสมอยู่แล้ว โดยจากการลงพื้นที่สำรวจ ธันยาภัทร์ ดอกผล ตัวแทนจากกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่า พบจุดมลพิษกระจายถึง 53 จุด รวมถึงโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) อย่างน้อย 16 แห่ง ซึ่งมีการตั้งเตาเผากากอุตสาหกรรม และบางแห่งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ นอกจากนี้ยังพบการลักลอบทิ้งกากสารเคมี การฝังกลบสารเคมี และบ่อทิ้งสารเคมีในหลายพื้นที่ จึงมีข้อกังวลว่าการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC อาจซ้ำเติมปัญหามลพิษเดิม
อีกทั้ง ‘กลยุทธ์ลักลอบทิ้งขยะพิษ’ ทั่วปราจีนบุรี เช่น ใน อ.ศรีมหาโพธิ มีการลักลอบนำกากสารเคมีผสมกับดินทิ้งกระจายทั่วพื้นที่, พื้นที่บ้านโคกไม้แดง (วังท่าช้าง) พบบ่อทิ้งสารเคมีกลุ่มโซลเวนท์ (Solvent) ที่เสี่ยงก่อมะเร็ง พร้อมพบบ่อขุดฝังกลบขยะขนาดมหึมากว่า 25 ไร่ ที่มีน้ำเสียสีดำสนิททะลักท่วมสวนปาล์มชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีมุก “ดินแจกฟรี” ที่นำกากอุตสาหกรรมไปแจกชาวบ้านถมที่ จากนั้นเอาปุ๋ยมาโรยทับหน้าดิน แล้วปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่ออำพรางการฝังกลบสารพิษอย่างแนบเนียน

photo: หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี
3. การศึกษาที่ไม่ครอบคลุม: กระบวนการศึกษาความเหมาะสมเร่งรัดในเวลาไม่กี่เดือน ขาดความรอบด้าน
กระบวนการศึกษาถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอต่อการศึกษาศักยภาพ ข้อจำกัด และผลกระทบพื้นที่หรือไม่ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน มีการเริ่มรับฟังตั้งแต่มีนาคม 2568 โดยม.ธรรมศาสตร์ และเห็นชอบในหลักการในพฤษภาคม 2569 และอยู่ในขั้นส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งในช่วงรับฟังความคิดเห็น ชาวปราจีนบุรี และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้เข้าคัดค้าน พร้อมเสนอข้อมูลมาตลอด แต่เสียงคัดค้านและข้อมูลจากชาวบ้านกลับไม่ปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษา

4. กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน: มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนักลงทุน ละเลยสิทธิชุมชน
บทเรียนจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออกถูกตั้งคำถามว่า การพัฒนาไม่ได้สร้างความ “พิเศษ” ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่ยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนหรือไม่ เมื่ออุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่เกษตรกรรมและอาจนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำ ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลต่อความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีแบบปิดปาก (SLAPP) ต่อประชาชนที่ออกมาร้องเรียน
ปัจจุบันใน จ.ฉะเชิงเทรา น้ำจากเขื่อนระบมและเขื่อนสียัดถูกดึงไปหล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรม ปล่อยให้เกษตรกรเผชิญวิกฤต ซึ่งความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐคือปัจจัยหลัก กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้เข้มงวด ปล่อยให้ลักลอบทิ้งขยะพิษ ไม่มีมาตรการเด็ดขาด และเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาร้องเรียน กลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแบบปิดปาก (SLAPP) แม้ศาลจะยกฟ้อง แต่หน่วยงานรัฐก็ยังปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล

photo: หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี
5. ความเสี่ยงด้านที่ดิน: คนท้องถิ่นเสี่ยงสูญเสียที่ดินทำกินจากการถูกกว้านซื้อ
มีข้อห่วงใยว่าการขยายพื้นที่ EEC อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินทำกิน สุภาภรณ์จาก EnLaw ระบุว่า กฎหมายเปิดทางให้นำที่ดิน ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุไปใช้เพื่ออุตสาหกรรมได้ รวมถึงผ่อนปรนสิทธิการถือครองและการเช่าที่ดินของกลุ่มทุนให้ยาวนานถึง 99 ปี
ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลว่าการขยายพื้นที่มาจากข้อเสนอของภาคเอกชน (กกร.) ที่ยื่นสมุดปกขาวเร่งรัด ก่อนที่สำนักงาน EEC จะจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำรายงานศึกษา ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าตกสำรวจปัญหามลพิษในพื้นที่
6. ผลกระทบต่อแหล่งน้ำและป่ามรดกโลก: ภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้น้ำมหาศาล อาจนำไปสู่การสร้างเขื่อนกระทบผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมหาศาล จึงเกิดข้อกังวลต่อความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การสร้างเขื่อนหรือโครงสร้างจัดการน้ำเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่และระบบนิเวศโดยรอบ
นอกจากเหตุผล 6 ข้อนี้ เพียงลำพังสถานการณ์ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าปราจีนบุรีนั้นเป็นเหมือนขยะหลังบ้าน EEC เพราะแม้จะไม่ได้อยู่ในเขต EEC แต่กลับมีการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมจนมลพิษปนเปื้อนพื้นที่อย่างหนัก กลุ่มประชาชนและเครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็งจึงยังคงปักหลักชุมนุม โดยระบุว่าจะปักหลักจนกว่ารัฐบาลจะมีคำสั่งยกเลิกมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ที่มา