จะทำได้ไหม ทำได้รึเปล่า? ชวนมาดูนโยบายของเหล่าพรรคการเมืองที่สัญญาเรื่องแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 กัน ว่าพวกเขาสัญญาอะไร มีจุดยืนยังไง และจะแก้ปัญหา “ด้วยวิธีไหนบ้าง” ?
*การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเสี่ยง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดโปรดตัดสินใจดี ๆ ก่อนการลงทุน และออกไปกาให้ถล่มทลายในวันที่ 8 กุมภา 69 !*
อย่างที่รู้กันว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 เวียนมาทุกปี วนเวียนอยู่ทั่วประเทศ และมาจากหลากหลายสาเหตุ แม้ปัญหาจะวนเวียนมาเป็นเกือบสิบปี แต่กลับยังไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการผลักดันให้เกิดเครื่องมือหลักอย่าง ‘พรบ.อากาศสะอาด’ ก็ยังไม่สำเร็จ ขณะเดียวกัน ความสูญเสียและผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และจิตใจของประชาชนก็ยังถูกนับจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน
ทางเดียวที่พวกเราจะหวังคือการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่หวังว่ารัฐบาลและผู้มีอำนาจจะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้! แล้วพรรคการเมืองปีนี้เขาพูดเรื่องอะไรกัน?

เราขอหยิบนโยบายจาก 5 พรรคหลักมาเปรียบเทียบ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อสังเกตว่าประเด็นหลักอย่างภาคเกษตรกรรมนั้นมี 3 พรรคที่ระบุถึงคือ ประชาชน เพื่อไทย และไทยสร้างไทย โดยมีการสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนการเผา เช่น สนับสนุนมาตรการจัดการเศษวัสดุพืชรายชนิด , สนับสนุนการตัดอ้อยสด การเชื่อมโยงโรงไฟฟ้าชีวมวลให้รองรับเศษอ้อยได้เพียงพอ ส่งต่อเศษวัสดุพืชไปทำไบโอชาร์ของพรรคประชาชน เช่นเดียวกับพรรคไทยสร้างไทยที่ส่งเสริมการไถกลบตอซัง มีการสร้างแรงจูงใจผ่านการสร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และช่วยหาช่องทางจำหน่ายโดยตรง
ข้อมูลของพรรคเพื่อไทยเน้นไปที่การ #สร้างความร่วมมือ กับของหน่วยงานให้เป็นเอกภาพเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงนโยบาย , สร้างความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชนในการควบคุมการเผาและการจัดการไฟป่า , เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือมลพิษข้ามพรมแดน
ส่วนบนเว็บไซต์ภูมิใจไทย ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับ PM2.5 โดยตรง มีเพียงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผ่อน 300 บาท 60 งวด , ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปักหมุด Net Zero เป็นภายในปี 2050 และ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส”
นโยบายแก้ PM2.5 จากพรรคการเมืองใน ‘เลือกตั้ง 69’ มีอะไรบ้าง
ไทยสร้างไทย
ภาคเกษตรกรรม
- เอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง
- สร้าง Mobile Application – เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาป้องกันการเผาไร่
- ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา
- ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
- ส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Wet & Dry)
- ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก เพื่อทดแทนการเกษตรที่ต้องเผาตอซัง
- จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่า สร้างรายได้ ให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัด
- สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าขายเป็นเงินได้
- หาช่องทางการจัดจำหน่ายและหาคนมารับซื้อกับเกษตรกรโดยตรง
พลังงานทางเลือก
- ใช้กองทุน SMEs และกองทุน Startup เป็นแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 3%-4%
- ใช้กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนเกษตรกรรวมตัวกันร่วมกันใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
- ลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Cell บนพื้นที่ว่าง อย่างน้อย 5 KW จำนวน 2 ล้านครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ลงทุน
- ออก “โครงการสร้างไทยมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า” ให้คนไทยที่ทำมาหากินด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ใจ สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ซื้อมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ จำนวน 1 ล้านคัน
Work from home ลดการใช้ขนส่ง
- ออกมาตรการทางภาษีให้สิทธิลดหย่อนภาษี และการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนนโยบาย “สลับ-เหลื่อมเวลาการทำงานและเวลาเรียน” และนโยบาย “Work from home หรือ Learn from home”
พื้นที่สีเขียว
- ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีที่ดินแก่เจ้าของที่ดินที่สมัครใจเข้าร่วม “โครงการสวนสีเขียวที่เที่ยวชุมชน (Volk Green Park)” ที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว
เพื่อไทย
ปรับโครงสร้างการทำงาน / ออกกฎหมาย
- เร่งผลักดันให้กฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้จริง พร้อมกลไกกำกับ ตรวจสอบ และบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพ
- เริ่มสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการควบคุมการเผาและการจัดการไฟป่า
- ยกระดับปัญหา PM2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะฤดูกาล
- ขยายบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง
- เชื่อมระบบข้อมูลอากาศและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ
จัดการต้นตอฝุ่น
- ดำเนินมาตรการลดฝุ่นจากต้นทาง
- เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือมลพิษข้ามพรมแดน
พลังงานทางเลือก
- ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
พื้นที่สีเขียว
- เพิ่มพื้นที่สีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ประชาธิปัตย์
เทคโนโลยี
- ติดตั้ง Super Sensor ทั่วประเทศ
พัฒนาระบบตรวจวัดอากาศที่สามารถตรวจจับสารก่อมะเร็งใน PM2.5 ได้โดยตรง เพื่อให้รัฐมีข้อมูลเชิงลึกสำหรับออกมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ - ใช้ข้อมูลนำการป้องกัน
นำข้อมูลจาก Super Sensor มาเชื่อมโยงกับการกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการควบคุมแหล่งปล่อยฝุ่น ลดความเสี่ยงสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
ภาคเกษตรกรรม
- ตัดวงจรฝุ่นจากการเผา
งดนำเข้าผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผาพื้นที่ทำการเกษตร เพื่อลดแรงจูงใจในการเผาและป้องกันฝุ่นข้ามพรมแดน - สร้างมาตรฐานการค้าเพื่ออากาศสะอาด
ใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือกดดันให้การผลิตสินค้าเกษตรต้องไม่สร้างมลพิษ ส่งสัญญาณชัดว่าคุณภาพอากาศของประชาชนเป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้
ประชาชน
เทคโนโลยี
- สนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศ
- ใช้ดาวเทียมและข้อมูลอวกาศจัดการน้ำท่วม ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5
- ลงทุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
- ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘3 เสาหลักอวกาศไทย’
- เพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล
- ปรับปรุงแผนดาวเทียม
- เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ
- จัดสรรงบประมาณแบบต่อเนื่องหลายปี
- ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
- เร่งออกกฎหมายกำกับกิจการอวกาศ
- เพิ่มสัดส่วนการใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบและประกอบในไทยให้ใกล้เคียง 100%
ต้นตอมลพิษ
- กำหนดแนวทางอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
- เพิ่มสิทธิในการลดหย่อน หรือขอคืนค่าธรรมเนียมมลพิษสำหรับผู้ที่สามารถลดการปล่อยมลพิษได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
- มีระบบอุทธรณ์ที่ตรวจสอบได้
- กำหนดปริมาณการระบายมลพิษรวมสูงสุดตามศักยภาพของพื้นที่ ในระบบ Emission Trading System (ETS)
- เปิดให้ผู้ประกอบการ ซื้อขายสิทธิในการระบายมลพิษ ในระบบ Emission Trading System (ETS)
- นำระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System) มาใช้กับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมลพิษ (เช่น บรรจุภัณฑ์สารเคมีเกษตร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
- กำหนดหลักประกันในการขอใบอนุญาตในกิจการที่มีความเสี่ยงสูง
- จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อรวบรวมรายได้จากค่าธรรมเนียมมลพิษ ค่าปรับ และเงินชดเชยตามหลัก PPP
- ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อ มาตรการอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
- นำรายได้จากกองทุนกลาง ไปใช้ในภารกิจ เช่น
- สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศสะอาด
- ช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
- สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดการเหตุฉุกเฉินด้านฝุ่นพิษ
อุตสาหกรรม
- ผลักดันกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) บังคับโรงงานรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา รวมถึงการเคลื่อนย้ายกากมลพิษเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
- เปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ
- ใช้ข้อมูลจาก PRTR มาแบ่งพื้นที่ที่ผ่านเกณฑ์ (Attainment area) และไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment area) อย่างเป็นทางการ
- กำหนดมาตรการจำกัดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษ ในพื้นที่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment)
- กำหนดพื้นที่ศักยภาพรองรับมลพิษพิเศษ (Special Pollution Carrying Capacity Area) เพื่อจำกัดการตั้งหรือขยายโรงงานใหม่หากมลพิษในพื้นที่นั้นเกินศักยภาพที่ระบบนิเวศจะรองรับได้
- บูรณาการเข้าสู่ CACC: เชื่อมโยงข้อมูลโรงงานเข้ากับศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC)
- เชื่อมโยงข้อมูลไอเสียจากโรงงาน เข้ากับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และข้อมูลสุขภาพ เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นที่ต้นตอ
- ใช้ Hyperspectral UAV/Drone ที่สามารถตรวจจับการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดระดับรายโรงงานได้
- กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็น เจ้าพนักงานควมคุมมลพิษ และ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.โรงงาน
คมนาคม
- ปฏิรูปฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการเชิงพื้นที่
- พัฒนาระบบฐานข้อมูลยานพาหนะระดับประเทศ (Digital Vehicle Database) ที่ระบุอัตราการระบายสารมลพิษจริง เพื่อรองรับ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
- ประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในแต่ละเขตเมือง และจัดทำรายชื่อยานพาหนะที่เหมาะสม (Green List) เพื่อกำหนดมาตรการจูงใจหรือจำกัดการเข้าพื้นที่
- บังคับใช้มาตรฐาน EURO 5/6 อย่างเข้มงวด: ครอบคลุมทั้งรถยนต์ใหม่ รถที่ใช้งานอยู่ รวมถึงยานพาหนะทางน้ำและทางราง
- การเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจการปล่อยมลพิษ กับรถยนต์แบ่งตามประเภท อายุของรถ และประเภทของพื้นที่ (Attainment area หรือ Non-attainment area)
- กำหนดนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ควบคู่กับ มาตรการจัดการยานพาหนะสิ้นสภาพ (End-of-Life Vehicle) เพื่อคัดกรองรถเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงออกจากระบบอย่างเป็นธรรม
- จัดการพื้นที่มลพิษต่ำ (Low Emission Zone – LEZ)
- กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นประกาศเขต Low Emission Zone ในพื้นที่วิกฤต โดยสามารถกำหนดเกณฑ์จำกัดรถมลพิษสูงเข้าพื้นที่ในช่วงเวลาที่ฝุ่นหนาแน่น ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด
- พัฒนาระบบตั๋วเดียวที่ใช้ได้ทั้ง เรือ รถไฟ และรถเมล์ เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน
- ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณด้านการจัดการมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่
ฝุ่นพิษข้ามแดน
- ยกระดับ CACC ให้เป็นศูนย์ประสานข้อมูลด้านมลพิษทางอากาศ ระดับอาเซียนหรืออนุภูมิภาค (ไทย–เมียนมา–ลาว–กัมพูชา–เวียดนาม) ตามกลไกของข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการมลพิษทางอากาศข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – AATHP)
- รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมบนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน
- ขับเคลื่อน CRN ให้เป็นกลไกหลักในการผลักดัน “เกษตรไม่เผา”
- พัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร GAP (No-Burning) ในระดับอาเซียน
- ตรวจสอบและกำกับห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า-ส่งออกที่มีความเสี่ยงสูง
- เชื่อมโยงมาตรการสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า
- ออกประกาศห้ามนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ก่อมลพิษข้ามแดน โดยอาศัยอำนาจการออกหลักเกณฑ์ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานจากพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร
- ใช้กรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (AADMER) เพื่อเข้าจัดการไฟป่าข้ามแดนและฝุ่นพิษในฐานะสาธารณภัยเร่งด่วน
- ยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามแดนพร้อมปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน เข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)
- ใช้กลไกความร่วมมือด้านการพัฒนา เช่น โครงการจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน NEDA และจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA)
- สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านในการลดมลพิษทางอากาศ
- ขยายแนวคิด PRTR ไปสู่ภาคการขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินเรือขนส่งขนาดใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทย
- ควบคุมและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษทางทะเล
เกษตรกรรม
- เปลี่ยน KPI การวัดผล: จากจุดความร้อน (Hotspot) เป็นพื้นที่เผาไหม้จริง (Burnscar)
- จัดทำระบบฐานข้อมูลและการติดตามเชิงรุก
- ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดพื้นที่เผาไหม้จริง
- ร่วมกับการลงตรวจสอบภาคสนาม (Ground Check)
- เชื่อมโยงข้อมูลที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน/สปก./กรมส่งเสริมการเกษตร/กรมวิชาการ/กรมการข้าว) กับข้อมูลอายุพืชจากภาพถ่ายทางดาวเทียม (GISTDA)
- จัดทำ “แผนที่เสี่ยงการเผาตามช่วงเวลา”
- ส่งเครื่องจักรหรือมาตรการอุดหนุนลงไป
- สนับสนุนมาตรการจัดการเศษวัสดุพืชรายชนิด
- (ข้าว) สนับสนุนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์
- (ข้าว) สนับสนุนการดำเนินการวิธีไม่เผา
- (ข้าว) กำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เผาซ้ำซาก
- (ข้าวโพด) ส่งเสริมการผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) ปุ๋ยอัดเม็ด และอาหารสัตว์ในพื้นที่
- (ข้าวโพด) ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม
- (อ้อย) สนับสนุนการตัดอ้อยสด
- (อ้อย) ออกมาตรการการสนับสนุนและการบังคับโทษ ให้เกษตรกรได้วางแผน
- (อ้อย) ไถกลบ
- (อ้อย) เชื่อมโยงโรงไฟฟ้าชีวมวลให้รองรับเศษอ้อยได้อย่างเพียงพอ
- สร้างเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าที่ไม่ใช้การเผาในกระบวนการผลิต
- ออกมาตรฐานบังคับการทำการเกษตรแบบไม่เผา
- ใช้กลไกห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ตรวจสอบและกำกับการไม่เผาในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงผู้รับซื้อ
- สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการจัดการเศษวัสดุ
- เปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม
- จัดทำระบบข้อมูลตำแหน่ง จำนวน และการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร
ไฟป่า
- พัฒนาการใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ให้มีความถี่สูงขึ้น
- ส่งเสริมดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเองเพื่อให้ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์
- บูรณาการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรน
- ปรับกฎระเบียบให้เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย
- ใช้ระบบดิจิทัลติดตามว่าพื้นที่ไหนมีการชิงเผาหรือจัดการเชื้อเพลิงไปแล้วบ้าง
- แก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ “เหมาะกับป่าในพื้นที่”
- จัดสรรงบประมาณให้ อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว
- ปรับสัญญาจ้างทีมดับไฟป่า: เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี
- รัฐสนับสนุนงบประมาณซื้อประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน
- จัดหา GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ
- จัดหาเครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม
- แก้ไขปัญหาไฟป่าที่ต้นตอโดยเชื่อมโยงกับการจัดการสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่า
ระบบการทำงาน
- รวมอำนาจและหน้าที่: เกี่ยวกับการบัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษที่มีกรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานหลัก โดยมี กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ GISTDA เป็นหน่วยงานสนับสนุนใน “ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ”
- จัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (Clean Air Command Center, CACC)
- CACC จะถูกแต่งตั้งโดยอำนาจของนายกรัฐมนตรี (ตาม ม.9 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม) และมีอำนาจในการเรียกข้อมูล ติดตาม และกำกับดูแลทุกภาคส่วน
- CACC ทำหน้าที่เป็น คลังข้อมูลของทุกหน่วยงานจากทุกกระทรวง รวมถึงเปิดการมีส่วนร่วมจากข้อมูลของภาคประชาชน
- รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น แผนที่พื้นที่เผาไหม้จากดาวเทียม, แผนที่โรงงานอุตสาหกรรม, แผนที่เสี่ยงการปล่อยมลพิษทางตรงและฝุ่นทุติยภูมิ (NOx, SOx, VOCs) และแผนที่แบ่งพื้นที่ Attainment area และ Non-attainment area
- จัดเกณฑ์พื้นที่ที่ประสบปัญหาหนัก กลาง เบา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ
- พัฒนาแผนที่ภูมิศาสตร์อากาศ(Airshed) เข้ากับการจัดทำผังเมืองในแต่ละระดับ
- การสั่งการ 3 ส่วนหลัก:
- ก่อนเกิดเหตุ: สั่งการเพื่อเตรียมการล่วงหน้า กำกับมาตรการบังคับ/สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณ
- ช่วงเผชิญเหตุ: สั่งการเพื่อบรรเทาปัญหาที่ได้เตรียมการรับมือไว้อย่างเต็มที่
- ประเมินผล: ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณของทุกหน่วยงาน พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย
- เตรียมพร้อมรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตั้ง ศูนย์บัญชาการระดับท้องถิ่น (Local-CACC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมของไทย (THEOS-2) ประกอบกับดาวเทียมต่างประเทศ (Sentinel, Landsat, Gaofen) ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด
- พัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก 3U เพื่อตรวจจับจุดความร้อนได้แบบ Real-time
- ใช้ UAV เพื่อเข้าติดตามและกำกับในพื้นที่ที่ดาวเทียมมีข้อจำกัด (เช่น มีเมฆมาก)
- Thermal UAV ใช้ตรวจจับการเผาแบบรายชั่วโมงในพื้นที่ที่เกิดมลพิษจากการเผา
- Hyperspectral UAV ใช้ตรวจจับค่า NOx, SOx, HONO หรือ VOCs (สารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิ) เพื่อจัดการฝุ่นพิษที่ต้นตอ
- Thermal Drone ต้องติดตั้งในทุกทีมดับไฟของป่าอนุรักษ์และป่าสงวน
- ปรับ KPI จากจุดความร้อน (Hotspot) เป็น พื้นที่เผาไหม้ (Burnscar) จากภาพถ่ายทางดาวเทียมบวกการตรวจสอบโดยพื้นที่ (Ground Check)
- ดำเนินการควบคู่กับอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ที่คำนวณจากระดับความสูงของชั้นบรรยากาศที่มลพิษไม่สามารถเคลื่อนผ่านได้ คูณความเร็วของลม
- แสดงเป็น PM2.5:Ventilation-rate Ratio
- พิจารณาร่วมกับ ความชื้นในอากาศและปริมาณฝนสะสมรายวัน
- พิจารณาร่วมกับ จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปลดระวางถ่านหิน
- ปรับปรุงระบบพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่าน 4 แกนหลัก เพื่อประเทศไทยหยุดใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า โดยยึดหลักความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับความยุติธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน
- ประกาศจุดยืนโลก: ตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
- ให้คำมั่นสัญญา: เข้าร่วมความตกลง No New Coal Country Pledge เพื่อหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด
- ดึงทุนโลกมาลงทุน: ใช้เวทีประชุมโลกร้อน COP30 และกลไก JETPs เจรจาดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาช่วยปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด (Early Coal Phase-Out)
- ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
- ออก พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน: เพื่อกำหนดแผนการปิดโรงไฟฟ้าเป็นขั้นเป็นตอน ห้ามใช้ถ่านหินนำเข้าแทนถ่านหินในประเทศ และปรับบางแห่งให้เป็น โรงไฟฟ้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อความมั่นคงยามฉุกเฉินเท่านั้น
- เดินหน้า พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: มีเนื้อหาสำคัญคือ
- บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
- บังคับใช้กลไกราคาคาร์บอน ทั้งภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS)
- จัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
- ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน
- เก็บภาษีนำเข้าถ่านหิน: ปรับอัตราภาษีให้สะท้อน “ต้นทุนแฝง” ด้านสุขภาพและมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ
- ใช้มาตรฐานนิยามสีเขียว (Thailand Taxonomy): กำหนดเกณฑ์ให้ธนาคารและตลาดทุนส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- นวัตกรรมทางการเงิน: ระดมทุนผ่าน พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
- สร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
- เยียวยาพื้นที่ยุทธศาสตร์: ตั้งกองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) เพื่อดูแลพื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ, บางปะกง, สระบุรี
- พัฒนาทักษะแรงงาน: ออกแบบแผนพัฒนาทักษะ (Reskilling/Upskilling) ฝึกอาชีพใหม่ให้แรงงานเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน (BCG)
- ปรับปรุงอุตสาหกรรมหนัก: หนุนภาคผลิตซีเมนต์และเหล็กเข้าสู่ระบบ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
- ยึดหลักสิทธิมนุษยชน: ดำเนินการตามมาตรฐานสากล หลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจ (UNGP) และ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของสหภาพยุโรป (EU Just Transition) เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาพื้นที่หลังการปลดระวางถ่านหิน
- รัฐบาลพรรคประชาชนจะเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่ระบบพลังงานสะอาด โดย “ไม่ช็อกระบบไฟฟ้า ไม่ทิ้งแรงงาน และไม่ทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น” ออกแบบแผนแบ่งเป็น 3 ระยะ
- ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027): การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
- บังคับใช้กฎหมายภูมิอากาศ: เริ่มใช้ พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และวางหลักการการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ โครงสร้างกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
- กำหนดเส้นตายการเลิกถ่านหิน: จัดทำร่าง พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน เพื่อประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินในปี 2040 อย่างเป็นทางการ
- ควบคุมมลพิษเข้มงวด: ติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษแบบต่อเนื่อง (CEMS) ในโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานขนาดใหญ่
- นำร่องการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: ตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) ในพื้นที่แม่เมาะ บางปะกง และสระบุรี พร้อมเริ่มโครงการฟื้นฟูเหมืองและเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
- ระยะที่ 2 (ปี 2028–2030): การขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว
- เปิดตลาดคาร์บอนเต็มรูปแบบ: เริ่มใช้ระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และตลาดซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS) ครอบคลุมภาคพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมหลัก โดยมี ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ เป็นตัวกลางในการตรวจวัดและจัดเก็บมลพิษอย่างเป็นธรรมตามปริมาณที่ปล่อยจริง
- ขยายโครงการเปลี่ยนเหมืองและโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
- ระดมทุนจากต่างประเทศ: ใช้เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และความร่วมมือ JETPs เพื่อหาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด
- สร้างงานใหม่ในพื้นที่: เร่งแผนพัฒนาทักษะให้แรงงานเดิม และดึงกลุ่มธุรกิจ SMEs เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสะอาดและเศรษฐกิจ BCG
- ระยะที่ 3 (ปี 2031–2040): การก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเต็มรูปแบบ
- ปิดจบโรงไฟฟ้าถ่านหิน: ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
- สร้างเมืองแห่งอนาคต: เปลี่ยนพื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิมให้เป็น เมืองพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy City) และศูนย์กลางอุตสาหกรรม BCG Cluster
- ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: เชื่อมโยงระบบคาร์บอนของไทยกับมาตรการ CBAM ของยุโรป
- ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027): การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
ที่มา
https://election.ptp.or.th/policy/109