แกะรอยย่านในฝันแห่งลอนดอนผ่านหนังโรแมนติกอย่าง Notting Hill กัน ย่านที่มีภาพจำสวยงามผ่านหนัง แต่รู้หรือไม่ ย่านนี้ในอดีตเป็นย่านอาศัยของชนชั้นแรงงานและเป็นหนึ่งตัวอย่างสำคัญของกระบวนการ Gentrification หรือการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็น ‘ย่านผู้ดี’ โดยถูกตั้งคำถามว่าการพัฒนาที่เจริญขึ้นซึ่งนำมาซึ่งผู้คนเดิมที่ถูกผลักไสออกไปและค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นจนเอื้อมไม่ถึงนี้ มันคุ้มได้คุ้มเสียหรือไม่
วันแห่งความรักกำลังจะวนมาถึง เชื่อว่าถ้าพูดถึงหนึ่งในหนังรักตลอดกาลที่จะหยิบมาดูอีกกี่ครั้งก็ไม่เบื่อของหลายคนก็คงจะมีชื่อของ “Notting Hill” อยู่ในลิสต์ด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปี 1999 และทำให้เกิดภาพจำที่หนังสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็น ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่อบอุ่น บ้านสีพาสเทลเรียงราย ตลาด Portobello ที่มีชีวิตชีวา

บทความนี้เราไม่ได้จะชวนคุณมาทำความรู้จักหนัง Notting Hill (เพราะเชื่อว่าดูกันไปหลายรอบแล้ว!) แต่จะชวนมารู้จัก ‘ย่านน็อตติงฮิลล์’ ก่อนที่จะถูกรู้จักในฐานะย่านสุดโรแมนติกในหนังกัน
ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 พื้นที่ตรงนี้ถูกรู้จักในชื่อ “Potteries and the Piggeries” หรือแหล่งโรงปั้นเครื่องปั้นดินเผาและโรงเลี้ยงหมู มีการผลิตอิฐและกระเบื้องจากดินเหนียวที่ขุดได้ในบริเวณนั้น แต่ในปัจจุบันมีร่องรอยเตาเผากระเบื้องหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในลอนดอน ได้แก่ บนถนนวอลเมอร์
ถัดมาในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 ชื่อของน็อตติงฮิลล์มักตามมาด้วยชื่อเสียงแง่ลบที่เป็นย่านเสื่อมโทรม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายโดยกองทัพอากาศเยอรมัน และเคยถูกพูดถึงขนาดว่าเป็น “หนึ่งในย่านที่แย่ที่สุดในลอนดอน” ประกอบที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ จากการหลั่งไหลเข้ามาผู้อพยพจากหลากหลายชาติในช่วง 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะชาวแคริบเบียน แต่ยังคงมีการเหยียดสีผิว ทำให้พวกเขาต้องมาอยู่ที่ย่านนี้ แม้จะเสื่อมโทรมและโดนเอาเปรียบ แต่ปัจจัยคือค่าเช่าที่ถูก และจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติเหล่านี้ก็นำไปเหตุการณ์ความรุนแรงด้านเชื้อชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษในปี 1958 ที่บานปลาย และมีการจัดตั้ง Notting Hill Housing Trust (NHHG) องค์กรการเคหะที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่แก้ปัญหาเรื่องเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในลอนดอนหลังจากนั้น

ภาพตลาด Portobello ย่านน็อตติงฮิลล์ในช่วงทศวรรษ 1950
จนกระทั่งย่านนี้เริ่มถูกพัฒนาพื้นที่ในช่วง 1960-1970 มีการรื้อถอนสลัม สร้างสะพานลอย Westway และหอคอย Trellick ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเมดิเตอร์เรเนียน จนในช่วงทศวรรษ 1980 บ้านเดี่ยวกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจากเหล่าคนมีฐานะประกอบกับย่านนี้ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา มีพื้นที่โล่งและสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย มีพื้นที่สีเขียวใหญ่ในย่านหลายแห่ง ทำให้พื้นที่นี้กลับมามีชื่อเสียงในด้านบวก
น็อตติ้งฮิลล์ที่เปลี่ยนจากย่านแรงงานกลายเป็นย่านเศรษฐี
มีรายงานที่เปิดเผยว่าผลกำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของผู้คนที่อาศัยในย่านนี้ระหว่างปี 2015 ถึง 2019 มีมูลค่ามากกว่าของประชากรรวมของเมืองลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ และนิวคาสเซิลเสียอีก ซึ่งค่าครองชีพและที่อยู่อาศัยที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้เช่าเดิมถูกผลักออกอย่างเงียบ ๆ ทั้งรับภาระค่าเช่าไม่ไหว ร้านเดิมต้องปิดกิจกรรมเพราะค่าเช่าสูงขึ้น หรือครอบครัวแรงงานที่โตมาก็ไม่สามารถเข้าถึงราคาเช่าบ้านในย่านที่เติบโตมาได้แล้ว
การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2011 สะท้อนให้เห็นถึงการเสื่อมถอยที่เพิ่มขึ้นของหนึ่งในย่านที่มีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงลอนดอน โดยแสดงให้เห็นว่าในเขตเคนซิงตันและเชลซี ซึ่งน็อตติ้งฮิลล์ตั้งอยู่ จำนวนประชากรผิวดำหรือชาวอังกฤษผิวดำ และชาวไอริชผิวขาว ซึ่งเป็นสองกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยที่ใหญ่ที่สุดในน็อตติ้งฮิลล์ ลดลง 46% และ 28% ตามลำดับในรอบ 10 ปี รวมถึงร้านค้าดั้งเดิมก็ถูกแทนที่ด้วยร้านทุนใหญ่ เช่น Starbucks หรือ Lipka’s Arcade ตลาดขายของเก่าก็ถูกแทนที่ด้วยห้างแฟชั่นใหญ่
การพัฒนาพื้นที่อย่างรวดเร็วได้เปลี่ยนแปลงน็อตติงฮิลล์ไปอย่างมาก แม้แต่เจ้าของธุรกิจในท้องถิ่นและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็ต่างกังวลถึงแผนการพัฒนาพื้นที่ตลาด Portobello ที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์ของพื้นที่ ในมุมมองของผู้ค้าบางคนมองว่าสภาเทศบาลไม่ค่อยตระหนักถึงการมีส่วนร่วมของธุรกิจในท้องถิ่น และการตัดสินใจต่าง ๆ มาจากเบื้องบนโดยไม่ปรึกษาหารือกับประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะข้อเสนอที่จะปรับปรุงตลาด Portobello ใหม่ทั้งหมด

บทความหนึ่งของ The Guardian ได้สัมภาษณ์ Howard Malin เจ้าของร้านหนังสือ Notting Hill Bookshop ในอาศัยในย่านนี้มากว่า 40 ปีจนเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย เขาระบุว่าน็อตติงฮิลล์ก็เป็นอีกย่านในลอนดอนที่พัฒนาอย่างไวมากจนการเป็นชุมชนศิลปะนั้นถูกผลักออกไปจากปัญหาค่าครองชีพ หากย้อนกลับไป 25 ปีที่แล้ว ที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายจากแคริบเบียน และเป็นย่านศิลปะที่คึกคัก มีความเป็นโบฮีเมียนเล็กน้อย แต่ปัจจุบันมันกลับกลายเป็นย่านที่คนรู้จักไปทั่วโลก พื้นที่ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นถึงหนึ่งในสี่ และเห็นข้อแตกต่างได้ชัดมากจากราคาบ้านบนถนน Chepstow Villas ราคาสูงถึง 15 ล้านปอนด์ ในขณะที่คนชนชั้นแรงงานที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่มีเพียงคนเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ทั้งนั้น
เสน่ห์ที่อาจหายไปจากการถูกพัฒนาเป็นย่านเพื่อ ‘แวะมาแล้วก็ไป’
คำสัมภาษณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ คำบอกเล่าของ Lindy Wiffen เจ้าของร้านเครื่องปั้นดินเผา Ceramica Blue ตั้งแต่ปี 1987 ในแง่ผู้ค้าขายในตลาด เธอบอกว่ายังมีช่างฝีมือหลากหลายสาขาคงอยู่ และพื้นที่ตลาดตรงนี้คือพื้นที่รวมจิตวิญญาณของภูมิปัญญา งานฝีมือของคนในชุมชน แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพฤติกรรมของนักทักเที่ยว การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ร้านขายของที่ระลึก “ไร้ชีวิตชีวาและซ้ำซาก” มากขึ้น กำไรลดลง เมื่อผู้คนมาเยือนเพียงแค่ถ่ายรูปกับร้านหนังสือในฉากหนัง หรือซื้อของฝากที่มีคำสกรีน Notting Hill แปะป้ายเพื่อเป็นของฝากยืนยันการมาเยือนให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้แม้แต่เธอเองก็ต้องปรับตัว หันมาขายสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ในราคาถูกลงเพื่อให้สามารถใส่กระเป๋าเดินทางนำกลับบ้านได้

แน่นอนว่าในฐานะแฟนหนัง เราอาจอยากไปยืนหน้าร้านหนังสือ ถ่ายรูปกับประตูสีฟ้า และสัมผัสบรรยากาศแบบในจอภาพยนตร์ แต่หากมองลึกกว่านั้น การไปเยือนน็อตติงฮิลล์อาจไม่ใช่แค่การตามรอยหนัง หากเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มคนในย่านที่ประกอบร่างสร้างขึ้นมา และยืนยันว่าเสน่ห์ของน็อตติงฮิลล์คงไม่ได้อยู่แค่ฉากโรแมนติก แต่คือเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นที่สร้างร่องรอยทางวัฒนธรรมให้ย่านนี้มีความหมายทั้งด้านบวกและด้านลบมากกว่าจะกลายเป็นความสวยงามของความฝันของโลกภาพยนตร์เท่านั้น
อ้างอิง
http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/england/london/3661613.stm