ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเซาท์ดาโกต้า เมืองคัสเตอร์
เมืองขนาดเล็กที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีทะเลสาบขนาดจิ๋วไปจนถึงขนาดยักษ์ ด้วยระยะทางจากเมืองไปถึงแหล่งน้ำทั้งหลายนั้น ใช้เวลาขับรถเพียง 10 นาทีถึง
ในช่วงซัมเมอร์เราจึงได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตามาทำกิจกรรมอยู่บริเวณนั้น บ้างก็ไปเล่นน้ำ บ้างก็ไปปิ้งบาร์บีคิวทำแฮมเบอร์เกอร์บนเตาสาธารณะที่มีอยู่ บ้างก็ไปเดินเขาเล่น หรือแม้กระทั่งการเอาเรือคายัคลงไปพายเล่นกันเป็นปกติตามวัฒนธรรมของชาวอเมริกันที่จะชอบเข้าป่าไปพักผ่อนหย่อนใจอยู่เป็นนิจ

ตัวผู้เขียนเองก็ได้ไปที่ทะเลสาบกับเพื่อนอยู่หลายหน เรียกได้ว่าพอคิดอะไรไม่ออกก็บอกไปนั่งเล่นแถวนั้นก่อนแล้วกัน ด้วยความหุนหันพลันแล่นและไร้การวางแผน แถมยังมีภูเขาใกล้ๆ เมืองที่เดินเท้าแค่เพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเดินขึ้นสู่ยอดเขาได้แล้วด้วยทางที่เขาไว้อย่างชัดเจน ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าเราช่างอยู่ใกล้กับธรรมชาติเหลือเกิน

การเข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายๆ แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยให้มีภูเขาสูงและทะเลสาบที่สวยงามรายล้อม ทว่าการเข้าถึงป่าไม้อย่างง่ายดายนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น หากแต่เป็นผลมาจาก
‘การจัดการของรัฐ’
ป่าไม้ของประเทศได้ทำหน้าที่เป็นสนามเด็กเล่นอันยิ่งใหญ่ของประชาชน
นักพเนจร พรานป่า นักตกปลา และนักแสวงหาความเพลิดเพลินจากเมืองข้างเคียงอีกนับพัน
มันเป็นพื้นที่พักใจสำหรับชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อย
และสำหรับเรื่องนี้แล้วมันควรค่าแก่การใส่ใจ
-Gifford Pinchot, Use of the National Forests, 1907
ห้องสมุดออนไลน์ไม่หวังผลกำไรที่ชื่อว่า Forest History Society ได้เล่าเอาไว้ว่า พฤติกรรมโดยทั่วไปของชาวอเมริกันในช่วงศตวรรษนั้น ชื่นชอบการเข้าป่าอยู่แล้ว แม้ในช่วงแรกจะเป็นไปเพื่อการหาอาหารและพลังงาน ส่วนแนวคิดการมองป่าเป็น ‘สนามเด็กเล่น’ ก็เป็นความคิดของคนมีกะตังค์เสียมากกว่า
ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ได้เล็งเห็นพฤติกรรมนี้การหาความเพลิดเพลินจากผืนป่า ถึงขั้นจัดตั้งสำนักงานนันทนาการกลางแจ้ง (Bureau of Outdoor Recreation)* ในช่วงค.ศ. 1962 ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ (Department of the Interior) และได้มีการจัดสรรพื้นที่ป่าให้มีความเข้าถึงง่าย ด้วยการสร้างทางเดินเทรล ทางจากถนนหลักเข้าสู่พื้นที่ป่า สร้างพื้นที่จัดกิจกรรมอย่างที่เล่าไว้ในตอนแรก รวมไปถึงการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างที่พัก รีสอร์ท หรือแคมป์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างงานสร้างอาชีพในเวลาเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการจัดการส่วนท้องถิ่นบางแห่งเองก็ได้มีการขอแบ่งพื้นที่ป่าไม้แห่งชาติ เพื่อสร้างบ้านพัก (อาจจะคล้ายๆ กับบ้านพักอุทยานของไทย) ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นด้วย

เส้นทางสู่ป่าคือหนทางการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การอนุรักษ์ธรรมชาติขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ซึ่งการได้เสพธรรมชาติวันละนิด นอกจากจะทำให้สุขภาพจิตสุขภาพใจเราแจ่มใสแล้ว ยังช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อีกทาง
วารสารสิ่งแวดล้อม Earth ได้รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 800 ชิ้นจากแทบทุกทวีปทั่วโลกและได้ข้อสรุปออกมาว่า พฤติกรรมการอยู่กับป่าไม้ของมนุษย์มีผลต่อการอนุรักษ์ในแง่ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะทำให้มนุษย์รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เกิดความผูกพันทางจิตใจ จากนั้นแล้วพวกเขาก็จะปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความเคารพและปกป้องธรรมชาติไปโดยปริยาย อาจจะด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติหรือพลังงาน การเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรืออย่างง่ายเลยก็คือการรีไซเคิลขยะ
เอาเข้าจริงแล้วผู้เขียนคิดว่าพฤติกรรมข้างต้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการที่มนุษย์หวนย้อนกลับไปสู่รากฐานของตัวเองว่าก่อนที่เราจะใช้ชีวิตแบบชาวเมืองที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความศิวิไลซ์ เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่ต้องพึ่งพาร่มไม้และสายน้ำ เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของระบบนิเวศขนาดมหึมานี้
ระยะทางที่ห่างไกล(กับธรรมชาติ) มาพร้อมกับความใหญ่ของเมือง
นับตั้งแต่ช่วง 200 ปีให้หลัง (ศตวรรษที่ 18-19) มนุษย์มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติลดลงไปถึง 60% วัดจากการการกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในหนังสือ ซึ่งอาจมีผลมาจากการขยายตัวของเมือง จากต้นสักก็กลายเป็นตึกสูง หากว่าคุณอาศัยในเมืองใหญ่ที่หันไปทางไหนก็มีเพียงแสงสะท้อนกระจก ไร้ซึ่งยอดไม้ในอุทยาน ลำธาร ทะเลสาบ หรือพื้นที่สีเขียวให้ชุ่มชื่นสายตา อย่างที่ผู้เขียนเล่าไว้ในตอนแรก นั่นก็หมายความว่า ธรรมชาติถูกผลักให้ห่างออกไปไกลแล้ว การจะไปเดินเล่นเที่ยวชมนกชมไม้กลายเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนลงแรง
จากความเป็นส่วนหนึ่ง จึงกลายเป็นความแยกจาก
เว็บไชต์ Lifestyle Sustainability Directory ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า การออกแบบเมืองควรจะคำนึงถึงปัจจัยในการเข้าถึงธรรมชาติไว้ตั้งแต่แรก หากว่าเราสร้างเมืองโดยไม่ได้วางแผนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงธรรมชาติ หรือ การขาดธรรมชาติในเมือง (Nature Deficit Disorder) ซึ่งจะส่งผลต่อเสียสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความเครียดของผู้คนได้ โดยเฉพาะเด็กที่ขาดการเล่นอย่างอิสระในธรรมชาติก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ รวมไปถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาและความสัมพันธ์ต่อธรรมชาติด้วย
ยิ่งแล้วกับเมืองหลวงของไทยในยุคปัจจุบัน ใครที่อาศัยอยู่คงจะคิดตามได้ไม่ยากเลยว่าเราอยู่ไกลธรรมชาติขนาดไหน ใจกลางกรุงที่ถูกรายล้อมไปด้วยป่าปูน จะให้ทุบตึกทิ้งแล้วรอดอกหญ้างอกขึ้นมาคงเป็นไปได้ยาก อันที่จริงก็คือเป็นไปไม่ได้เลย
ทางออกที่น่าสนใจในตอนนี้คือการยกป่ามาไว้ในเมือง ไม่ใช่แค่เพียงการผุดสวนสาธารณะขึ้นมาเป็นหย่อมๆ แต่ต้องมีการแทรกพื้นที่สีเขียวไว้ตามตึกรางและถนนหนทาง สร้างระบบนิเวศแบบธรรมชาติในเมืองใหญ่
เรื่องแบบนี้นอกจากจะปลูกต้นไม้ไว้ที่ระเบียงคอนโดแล้ว อย่างอื่นก็คงต้องฝากความหวังไว้กับผู้มีอำนาจแล้วว่าพวกเขาจะนำ ‘ธรรมชาติ’ กลับเข้ามาอยู่ใน ‘ชีวิตประจำวัน’ และหัวใจของเหล่าคนเมืองได้หรือไม่
* สำนักงานนันทนาการกลางแจ้ง (Bureau of Outdoor Recreation) ปัจจุบันหน้าที่ของกรมกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้งได้กลายมาเป็นส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติแล้ว (National Park Service)
อ้างอิง
- https://foresthistory.org/research-explore/us-forest-service-history/policy-and-law/recreation-u-s-forest-service/
- https://markslumber.us/blog/recreation-and-forest-management-how-responsible-forestry-supports-recreational-opportunities
- https://www.theguardian.com/environment/2025/aug/09/human-connection-to-nature-has-declined-60-in-200-years-study-finds
- https://lifestyle.sustainability-directory.com/question/how-does-urban-planning-affect-nature-connection/
- https://earth.org/human-connection-with-nature/
- https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0006320723005189#:~:text=Personal%20experiences%20with%20nature%20are,helps%20address%20global%20environmental%20issues