กลิ่นที่ลมโชยพัดพาดผ่านผืนป่า กลิ่นของพรรณพฤกษาที่ซ่อนตัวอยู่ตามหุบเขา คือ สุนทรียภาพอันเริ่มต้นจาก “กลิ่นของธรรมชาติ” ที่กำลังจะหายไปจากภาวะโลกร้อน ความกังวลที่เราเคยคิดว่ามีอยู่แค่ในวงการน้ำหอม แท้จริงแล้วอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานับพันปี
“การมองเรื่องกลิ่นในมุมมองที่ครอบคลุมรอบด้านยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงสิ่งของ สถานที่ เรื่องราว และผู้คนที่เชื่อมโยงกับกลิ่นเฉพาะเจาะจงเหล่านั้น จะช่วยให้เราสามารถถ่ายทอดและอธิบายเรื่องราวความเป็นมาของมนุษยชาติได้” Cecilia Bembibre นักวิจัยด้านการอนุรักษ์กลิ่นจาก Odeuropa และ University College London กล่าว
กลิ่นสามารถพาพวกเราย้อนเวลากลับไปในความทรงจำรสหวานล้ำที่เคยประสบพบเจอในอดีต ทว่า เรากำลังมองข้ามความสำคัญของกลิ่น เพียงเพราะมันคือสิ่งที่เรามองไม่เห็นกันอยู่หรือเปล่า?
ร้อนเสียจนกลิ่นเองก็ทนไม่ไหว ชวนเข้าใจว่าทำไมความร้อนถึงมีผลต่อกลิ่น
ถ้าใครไต่ขึ้นเขา มุ่งเข้าป่า แล้วดันรู้สึกว่ากลิ่นของป่าดันเปลี่ยนไปจากตอนแรก แถมอากาศก็ร้อนเอาๆ ก็อย่าเพิ่งตกใจไป Idelfonso Nogyeira วิศวกรเคมีผู้เป็นหัวหน้าโครงการ SCENTinel ที่มีเป้าหมายในการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ทางกลิ่น อธิบายว่าอุณหภูมิมีผลกับปริมาณของก๊าซนำพากลิ่น ที่ถูกปล่อยออกมาจากสิ่งต่างๆ ทำให้องค์ประกอบเคมีของกลิ่นในธรรมชาติเปลี่ยนไปในที่สุด
ปรากฏการณ์นี้ก็เหมือนกับการที่คนเราได้กลิ่นของสรรพสิ่งรอบตัวชัดขึ้นในหน้าร้อน หรือการที่กลิ่นน้ำหอมติดทนบนตัวเราที่มีทั้งความร้อนกับความชื้นมากกว่าโมเลกุลของอากาศนั่นเอง
ไม่ใช่แค่ป่าสีเขียว หิมะก็เป็นเหยื่ออีกรายที่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่ผันแปร ความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นเร่งให้หิมะละลายจนกลายเป็นสายน้ำ เปลี่ยนกลิ่นที่เย็นสะอาดของมันให้ฉุนมากขึ้น
กองหิมะบนพื้นยังสะท้อนปริมาณมลพิษในอากาศได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะกลิ่นของหิมะมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่สะสมอยู่บนพื้นหรืออากาศรอบๆ หากคุณภาพของอากาศไม่ดี กลิ่นของหิมะก็จะแย่ตามไปด้วย จึงไม่แปลกหากหิมะในเมืองมีกลิ่นต่างจากหิมะในป่า

ภาวะโลกร้อนยังเป็นตัวการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ขุดรากถอนโคนพืชนานาพันธุ์ที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อน้ำหอมทั้งในชั้นบรรยากาศ และขวดน้ำหอมหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
อวลกลิ่นน้ำปรุง: เมื่อกลิ่นหอมค่อยๆ จางจืดหาย
ไม้จันทน์ วานิลลา เบอร์กามอต และ ลาเวนเดอร์ น่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมสุดคลาสสิกที่ต้องมีติดบ้าน กระนั้น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากภาวะโลกรวนกลับส่งผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อพืชเหล่านี้
ยามคลื่นความร้อนคืบคลานเข้าเมืองหลวงแห่งน้ำหอมในประเทศฝรั่งเศสอย่าง Grasse ชาวเมืองหันมาเข้าโบสถ์ ใช้ธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับอาชีพชุมชน เพื่อวิงวอนขอฝน แต่ธรรมเนียมดังกล่าวคงจะใช้ต้านภัยโลกร้อนในปัจจุบันไม่ไหว
เมือง Grasse เป็นที่ตั้งของไร่ดอกไม้หลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นลาเวนเดอร์ กุหลาบ มะลิ และ ซ่อนกลิ่น ทั้งยังเป็นบ้านเกิดของชาวสวนที่ปลูกดอกไม้ส่งไปปรุงเป็นน้ำหอมแบรนด์หรูจากรุ่นสู่รุ่น ทว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงอย่างคลื่นความร้อนที่จู่โจมตี และภัยแล้งที่ลดปริมาณน้ำฝนสำหรับการเพาะปลูกส่งผลกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างใหญ่หลวง จนผู้ผลิตดอกไม้สำหรับอุตสาหกรรมน้ำหอมรุ่นที่ 4 อย่าง Carole Biancalana ออกมาเผยว่าผลผลิตดอกซ่อนกลิ่นของเธอลดลงกว่า 40% ในช่วง 2 ปีก่อน

ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายที่ Grass ไม่ได้ประสบปัญหานี้อยู่ที่เดียว เพราะประเทศมาดากัสการ์จากทวีปแอฟริกา ทวีปที่เป็นศูนย์ผลิตวานิลลา หนึ่งในกลิ่นในดวงใจของใครหลายคน ก็กำลังเจอภัยจากสภาวะบนฟ้าเช่นเดียวกัน ในปี 2017 พายุไซโคลนพัดถล่มมาดากัสการ์ ทำลายผลผลิตกว่า 30% ผลักราคาวานิลลาให้พุ่งสูงถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโล
คุณค่าเชิงวัฒนธรรมที่เราจะสูญเสียไป
“มันไม่ใช่แค่เรื่องของกลิ่น แต่มันคือประวัติศาสตร์ยาวนาน 3,000 ปีที่เรากำลังสูญเสียไป” Bembibre กล่าว
ต้น Boswellia ต้นกำเนิดยางไม้ที่นำมาผลิตเป็นเครื่องหอมอย่างกำยาน ก็กำลังเจอปัญหาไม่ต่างกัน เพราะบ้านของต้นไม้ชนิดนี้กำลังเจอภัยคุกคามจากการตัดไม้ทำลายป่ามากเกินจำเป็น (Overharvesting) และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ไม้ชนิดนี้ปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
“แล้วเปิดหีบสมบัติของพวกเขาและถวายเครื่องบรรณาการแด่พระกุมาร คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ” วรรคหนึ่งจากพระคัมภีร์ไบเบิลที่ชี้ให้เห็นความเกี่ยวเนื่องของศาสนาคริสต์กับกลิ่นอันหอมหวนที่ยังคงพบในศาสนพิธีจนถึงทุกวันนี้
กำยานยังเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายกันในระดับโลกมาแต่ไหนแต่ไร และเป็นหลักฐานความรู้ทางการแพทย์อันแจ้งประจักษ์ของประเทศอินเดียกับจีน การสูญพันธุ์ของต้น Boswellia จึงไม่ต่างอะไรกับการสูญเสียหลักฐานความเจริญก้าวหน้าจากอารยธรรมโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกของเราในทุกวันนี้
สมุนไพรนานาชนิดมักถูกใช้ในพิธีกรรมจากทั่วทุกมุมโลก อย่างในวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-บราซิล พวกมันเป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรม Lavagem do Bonfim พิธีชำระล้างร่างกายที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแม้ต้องเผชิญความยากลำบากจากการกดขี่ทาสในอดีต หากโลกยังร้อนต่อไป กลิ่นสมุนไพร ดอกไม้ และน้ำหอม เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเศษซากของประวัติศาสตร์อันน่าเศร้า

พิธีกรรม Lavagem do Bonfim
ระบบการรับกลิ่นกับความสุข เหงา และเศร้าใจ
“มลพิษที่เพิ่มขึ้น ระดับโอโซนที่สูงขึ้น และปัจจัยอื่นๆ กำลังสร้างความเสียหายต่อระบบรับกลิ่นส่วนปลายและความสามารถในการรับรู้กลิ่นของเรา” Rachel Herz นักประสาทวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรับกลิ่นกล่าว เธออธิบายเพิ่มอีกว่า คนที่ใช้ชีวิตในเขตที่เต็มไปด้วยมลพิษมีความสามารถในการรับรู้กลิ่นลดลง
แม้จะดูเหมือนเป็นการจับแพะชนแกะ แต่ควันหลงจากยุค Covid-19 กลับพิสูจน์ว่าความสามารถในการรับกลิ่นมีผลต่อความอยู่ดีมีสุขของเรา งานวิจัยเผยว่า ในช่วงที่หลายคนรับกลิ่นและรู้รสไม่ได้เพราะอาการป่วย มีผู้ป่วยกว่า 40-70% ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า ยิ่งไม่ได้กลิ่นมากเท่าไหร่ อาการก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ในทางกลับกัน กลิ่นของธรรมชาติที่แท้จริงสามารถยกระดับสภาพจิตใจของเราได้ เชื่อว่านาทีนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า Shinrin-yoku หรือการอาบป่า แนวคิดที่เชิญชวนให้ทุกคนลองหย่อนตัวเองลงในป่า
ปิดจมูกเปิดใจ ลดความเครียดในสมองด้วยกลิ่นจากต้นไม้ใบหญ้า นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ไอเดียจากแดนอาทิตย์อุทัยตอกย้ำให้เราหวงแหนธรรมชาติ
ฉะนั้น คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก หากจะบอกว่าการกระทำของมนุษยืที่ทำให้ภาวะโลกร้อนจนกลิ่นเปลี่ยน จนตัวเราเองมีระบบรับกลิ่นที่ผิดแผกไป จะย้อนกลับมาส่งผลเสียกับสุขภาพจิตของเราในภายหลัง

ว่าด้วยเรื่องของกลิ่น
อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพอจะเห็นภาพกันมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว เรื่องของกลิ่นที่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ บนร่างกายของเรากลับมีความสำคัญมากกว่าที่คิด แถมยังเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้ละลานตา ทุ่งหญ้า หรือป่ากว้าง
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกลิ่นในฐานะตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องหอม วัฒนธรรมที่งดงาม ประสาทสัมผัสที่ทำให้เรายิ้มออก และหนึ่งในผู้ประสบภัยจากภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น
อ้างอิง
https://www.bbc.co.uk/future/article/20251219-why-the-world-is-running-out-of-frankincense
https://www.washingtonpost.com/science/2022/02/05/snow-smell-climate-change