ไอร้อนคละคลุ้งเหนือตึกสูงกลางเมือง แดดที่สะท้อนจากกระจกจ้าเข้าตาแบบไม่ทันตั้งตัว เสียงรถวิ่งไปมาพร้อมควันและมลพิษรอบตัว นี่คือภาพคุ้นตาของชีวิตในเมืองที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี
และความร้อนเหล่านี้ก็ไม่ได้มาจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่มาจาก “ฝีมือเรา” ด้วยเช่นกัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือปรากฏการณ์ Urban Heat Island (UHI) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “เกาะความร้อนเมือง” ที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่ารอบนอกอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมืองมีตึกสูงแน่นขนัด ขาดพื้นที่สีเขียว มีพื้นผิวคอนกรีตที่ดูดซับความร้อน แถมยังมีการจราจรและกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยไอร้อนออกมาตลอดเวลา
ผลที่ตามมาไม่ได้มีแค่ “อากาศร้อนขึ้น” แต่รวมถึงปัญหาสุขภาพ ความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ไปจนถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง โดยเฉพาะกับคนทำงานกลางแจ้ง ซึ่งกระทบไปถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกด้วย
หากกรุงเทพฯ อุณหภูมิสูงขึ้น 1°C อาจทำให้มีผู้คนเสียชีวิตสูงถึง 2,333 รายต่อปี และตัวเลขนี้มากขึ้นเป็นสองเท่าหากเทียบกับสถิติปี 2562 ที่คนในกรุงเทพฯ เสียชีวิตอย่างเชื่อมโยงกับอากาศร้อนถึง 421-1,174 คน และกรุงเทพฯ อาจสูญเสียรายได้ 44,700 ล้านบาท/ปี เทียบเท่าเป็น 0.8% ของ GDP กรุงเทพมหานคร

เมื่อปัญหานี้เริ่มจากมนุษย์ คำตอบของมันจึงต้องกลับมาที่ตัวเราด้วยเช่นกัน โดยการเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การหันมาใช้ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น การเลือกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือการมองหาการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้ว “เปลี่ยนเมือง” ได้จริง
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายจากภาครัฐ แต่คือพลังของผู้คนที่จะต้องลงมือเปลี่ยนแปลงจากชีวิตประจำวัน
และพลังการเปลี่ยนแปลงของผู้คนจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการขยับตัวของผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่สนับสนุนระหว่างทาง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยทางเลือกที่แบรนด์หยิบมาให้ ทั้งการสื่อสาร การออกแบบสินค้า ไปจนถึงทัศนคติที่สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์
เริ่มง่าย ๆ จากพื้นที่ใกล้ตัวที่มักถูกมองข้ามอย่าง ‘บ้าน’ เราทุกคนต่างเคยซื้อของเข้าบ้าน ซ่อมแซม ต่อเติม หรือแค่ทาสีใหม่ที่อาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่เกิดขึ้นในเมือง แต่ในวันที่โลกเปลี่ยน เราก็จะยิ่งเห็นผลกระทบที่ตามมาได้ชัดขึ้น
ทุกครั้งที่เราเลือกของเข้าบ้าน ต่อเติม ซ่อมแซม หรือแม้แต่ทาสีใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอีกต่อไป แต่มันคือจุดที่พฤติกรรมของเราสามารถต่อสายเข้ากับระบบนิเวศของเมืองได้โดยตรง

ตัวอย่างแบรนด์ไทย : TOA สีที่ไม่ได้ทำให้บ้านแค่ดูดี แต่ ‘อยู่ดี’ ด้วย
TOA ที่หลายคนอาจคุ้นในฐานะแบรนด์สีที่อยู่กับบ้านเรามานานกว่า 60 ปี แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ TOA เป็นผู้ผลิตสีรายแรกของไทยที่กล้าตัดสินใจ “เลิกใช้สารโลหะหนัก” อย่างปรอทหรือตะกั่วในสีทาอาคาร ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังลดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยด้วย
ปัจจุบัน TOA ยังเป็นหนึ่งในองค์กรที่เดินหน้าให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) อย่างจริงจังและจริงใจด้วยแนวคิด 7 GREEN MISSION ที่ให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อให้ทุกขั้นตอนมีการปล่อยคาร์บอนน้อยลง, ใช้พลังงานน้อยลง, และ ส่งผลดีต่อสุขภาพผู้คนมากขึ้น โดยสะท้อนออกมาเป็นสินค้ากว่า 131 รายการที่ได้รับ ‘ฉลากลดโลกร้อน’ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มาร่วมมือเปลี่ยนแปลงโลกไปพร้อมกัน

ท่ามกลางโลกที่คำว่ายั่งยืนถูกพูดถึงในทุกที่เต็มไปหมด ผู้คนตั้งคำถามกับที่มาของสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ความเชื่อถือในแบรนด์จึงไม่ได้มาจากแค่คำโฆษณาอีกต่อไป แต่เกิดจากการลงมือทำให้เห็นจริง โดยเฉพาะการใส่ใจในแนวคิด ESG ที่เป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กรยุคนี้ที่จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบต่อโลก ต่อสังคม และต่ออนาคต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ของ TOA ถือได้ว่าช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย และในขณะเดียวกันก็เป็นกระบอกเสียงส่งต่อเรื่องราวเพื่อให้คนตระหนักถึงพลังในมือเหล่านี้ ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็ต้องมาคอยจับตาและเอาใจช่วยให้แบรนด์เหล่านี้ให้ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงในระยะยาว โดยเฉพาะ TOA แบรนด์โดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน


ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลก ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่หรือไกลตัว แค่เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมาย
และการที่มีแบรนด์อย่าง TOA ที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ใส่ใจในทุกขั้นตอน ก็ไม่ใช่แค่การมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้บ้านดูดีให้แก่ผู้บริโภค แต่คือ ‘ของขวัญ’ ที่ให้เราได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน
และการเปลี่ยนแปลงที่เราร่วมสร้างในวันนี้ก็จะกลายเป็นของขวัญที่ห่อหุ้มด้วยความหวัง ส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เติบโตในโลกที่ดีขึ้นและน่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม
อ้างอิง
Worldbank : พลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เย็นสบาย แก้ปัญหาความร้อนเพื่อมหานครที่น่าอยู่