เรียนรู้จากอุปสรรคการทำงานของ เกาหลีใต้-จีน ในการรับมือฝุ่นข้ามพรมแดน
การเผาจากประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่เกษตรตามแนวชายแดนและฝุ่นข้ามพรมแดน ไม่ใช่เพียงปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญเพียงประเทศเดียว แต่ก็เป็นปัญหาที่ประเทศอื่นเคยเจอเหมือนกัน หลายครั้งเราเรียนรู้จากความสำเร็จในการแก้ปัญหา แต่ก็มีบางกรณีศึกษาที่เราน่าจะเรียนรู้ได้บ้างจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เราลงเอยแบบนั้น
จากบทความก่อนหน้าที่เรานำเสนอเรื่องของการขาดหายไปของยาแรงทางกฎหมายและต้นตอการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่นข้ามพรมแดน มาบทความนี้เราจะขอพาไปถอดบทเรียนของประเทศ เกาหลีใต้-จีน ในการร่วมมือกันจัดการปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน มีอะไรที่เราเรียนรู้ได้บ้างจากอุปสรรคที่เกิดขึ้นของทั้ง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียที่เผชิญตลอดการแก้ปัญหาร่วมกัน

ถ้ามองภาพปัญหาไม่เหมือนกันก็ยากที่จะร่วมกันแก้
ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนระหว่างเกาหลีใต้-จีน มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2010 ส่งผลให้เกิดฝุ่นควันที่โซลและปักกิ่ง แต่ปัญหาใหญ่ประการแรกที่ทั้ง 2 ประเทศเจอคือการโทษกันไปกันมา
นักวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้ระบุว่าจีนคือผู้ก่อมลพิษ (polluter) และประเทศตนคือผู้รับมลพิษ ดังนั้นจีนก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ในขณะที่จีนไม่เคยมองว่าตนคือผู้ก่อมลพิษ แต่ระบุว่าเป็นเพราะภาคพลังงานของเกาหลีใต้เองนั่นแหละที่เป็นตัวการทำให้ประเทศของตัวเองจมฝุ่นควัน
เมื่อทั้ง 2 ประเทศไม่ได้มองปัญหาที่เจอเป็นภาพเดียวกันก็ทำให้เกิดอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่นเดียวกันกับบ้านเรา ถ้ารัฐบาลและผู้มีอำนาจไม่ได้มองปัญหาที่พ่อแม่พี่น้องภาคเหนือเผชิญเป็นภาพปัญหาเดียวกันกับที่คนในพื้นที่มอง กับที่นักวิชาการและผู้คนในสังคมเห็น ก็จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

มาตรวัดและการตีความที่ต่าง ก็ทำให้เกิดปัญหาได้
แม้จะมีความเห็นที่ไม่ลงลอยกันนักระหว่างเกาหลีใต้-จีน แต่ทั้ง 2 ประเทศก็มีการก่อตั้งคณะทำงานร่วมกันที่ชื่อว่า ‘Long-range Transboundary Air Pollutants (LTP)’ โดยมีเกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น รวมทีมกันเพื่อศึกษาหาทางแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกเพราะจีนใช้มาตรฐานที่ว่า ต้องค่าความเข้มข้นของ PM2.5 เกิน 150 μg/m³ จึงจะระบุว่า ‘มีมลพิษสูง’ ในขณะที่เกาหลีใต้กำหนดค่านี้ไว้ที่เพียง 75 μg/m³ ก็ถือว่ามลพิษสูงแล้ว (ของไทยเรากำหนดที่ 51 μg/m³) แถมเมื่อมีการศึกษาใดปรากฎขึ้นมา แต่ละประเทศก็จะตีความผลการศึกษาไปในทิศทางที่ประเทศตนต้องการ จนเกิดเป็นคำถามว่านี่ร่วมกันทำงานแบบใด
ณ เวลานั้นเกาหลีใต้เองก็ขาดหลักฐานทางวิทยาศษสตร์ที่ชี้ชัดว่าจีนคือผู้ก่อมลพิษหลัก เพราะทางพื้นที่ชายแดนตอนเหนือของจีนมีทะเลทรายโกบี ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียที่มีพื้นที่ปกคลุมประเทศมองโกเลียตอนใต้กับเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ซึ่งทะเลทรายนี้ก็สร้างฝุ่นสีส้มจำนวนมากพัดมาตามลม ในขณะที่จีนเองก็ยังยืนกรานว่าประเทศตนไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษเพราะกรุงปักกิ่งก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เหมือนกัน
สถานการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่าการมีซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น กฎเกณฑ์ไหนควรถูกนำมาใช้ อะไรคือสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ในการจะกำหนดนโยบาย หรือแม้แต่การระบุอย่างชัดเจนว่าพื้นที่เกษตรตามแนวชายแดนควรถูกลดขนาดพื้นที่ลงเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนของแต่ละประเทศ แต่ก่อนจะไปถึงตรงจุดนั้นได้จำเป็นต้องมีคณะทำงานร่วมกันระหว่างประเทศอย่างจริงจังเสียก่อน

เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ต้องอาศัยการทูตและการต่างประเทศที่เข้มข้น
ถ้าใครคิดว่าปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนสามารถดำเนินการได้ภายใต้หัวใจที่คำนึงด้านสิ่งแวดล้อม หรือคิดว่า “เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมล้วนๆ” เราอยากบอกว่าท่านคิดถูก แต่ไม่ทั้งหมด เพราะเรื่องนี้มีเรื่องของการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย (เราขอตัดเรื่องการเมืองและทุนใหญ่ออกก่อนในบริบทนี้ เดี๋ยวจะมีมาพูดถึงต่อในพาร์ทต่อไป)
การแสดงออกเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนของผู้นำประเทศ และสารที่ประชาชนคนในประเทศได้รับจากสื่อ สามารถกระตุ้นให้คนของทั้ง 2 ประเทศเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เกิดความยินดีที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้
สำหรับภูมิภาคอาเซียนที่มีวิถีปฏิบัติที่เรียกว่า ‘ASEAN Way’ ยิ่งทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันแบบละมุนละม่อม ไม่แทรกแซงกัน เลยยิ่งทำให้เราคนไทยรู้สึกว่าปัญหาเผาตามแนวชายแดนแก้ไม่ได้ซักที
บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้จาก เกาหลีใต้-จีน คือ ระหว่างการร่วมมือแก้ปัญหาย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นจากทั้งความต่างด้านข้อมูล หลักเกณฑ์ หรือแม้แต่การแสดงออกของผู้นำประเทศต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ความจริงจังที่จะแก้ปัญหาร่วมกันก็ย่อมดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือของประเทศไทย ณ เวลานี้ เราหวังว่าเบื้องหลังแต่ละคืนวันที่ผ่านไป จะมีคณะทำงานของรัฐบาลแต่ละประเทศตั้งใจเต็มที่ในการร่วมมือแก้ปัญหานี้อยู่
อ้างอิง
Zhang, M. (2024). Transboundary fine dust pollution in China and Korea: How has international politics impeded environmental negotiations? Asia & the Pacific Policy Studies, e384. https://doi.org/10.1002/app5.384