ดำน้ำเก็บขยะที่เกาะเต่า ส่องการแยกขยะหลังบ้าน สัมผัสกรีนแพชชั่นที่เกิดขึ้นจริงบนเกาะ

NEXTOPIA แท็กทีมไป “ฮีลโลก” ที่เกาะเต่ากับแอคชั่นที่ไม่ใช่แค่ World Ocean Day

บางครั้ง การทำให้เราหวงแหนธรรมชาติได้มากที่สุด อาจไม่ใช่แค่การอ่านหรือฟังผ่านโลกอินเตอร์เน็ต แต่เป็นการที่ได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติด้วยตาตัวเองจริง ๆ

เหมือนกับตอนที่เราได้ยินคนเล่าว่า โลกใต้ทะเลไทยสวยมาก น่าทึ่งมาก ก็อาจจะไม่ได้กระแทกตา กระแทกใจ เท่ากับการที่เราได้ดำลงไปจริง ๆ ได้เห็นฝูงปลาว่ายผ่านแนวปะการัง ได้เห็นแสงแดดลอดผ่านน้ำทะเลที่ใสมาก ๆ จนเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่มีชีวิตกำลังเติบโตอยู่รอบตัวเรา

ภาพเหล่านี้อาจทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมผู้คนถึงรักทะเล และทำไมธรรมชาติเหล่านี้จึงควรค่าแก่การหวงแหน

ก่อนหน้านี้ NEXTOPIA ชวนคอมมูนิตี้คนรักษ์โลกไปเยือนเกาะเต่าด้วยกัน อีกหนึ่งจุดหมายทางทะเลที่สวยงามและเติมเต็มกรีนแพชชันให้กับผู้คน ทริปนี้เรามีภารกิจดำน้ำเก็บขยะที่เกาะเต่า ในวัน World Ocean Day 8 มิถุนายนที่ผ่านมา 

ก่อนลงน้ำ เราแอบจินตนาการไว้เหมือนกันว่าภารกิจเก็บขยะทะเลในวันมหาสมุทรโลกคงได้เจอขยะลอยอยู่เต็มไปหมดดดด! แต่พอเอาเข้าจริง ทีมดำน้ำตื้นอย่างเรากลับแทบไม่เจอขยะเลย

ฟังดูเหมือนจะน่าเสียดายนิด ๆ เพราะตั้งใจมาเก็บขยะ แต่พอได้ฟังเรื่องราวจากพี่ ๆ บนเกาะเต่า เรากลับรู้สึกว่านี่น่าจะเป็น “ข่าวดี” ซะมากกว่า

ชาวเกาะเต่าเล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำ อาสาสมัคร หรือโรงเรียนสอนดำน้ำบนเกาะเต่า ต่างช่วยกันดูแลท้องทะเลแห่งนี้อยู่เป็นประจำ หลายแห่งเก็บขยะใต้น้ำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดำน้ำบนเกาะไปแล้ว

และการที่เราไม่เจอขยะจำนวนมากในพื้นที่น้ำตื้นก็อาจเป็นผลลัพธ์จากความรับผิดชอบเล็ก ๆ ที่ผู้คนจำนวนมากช่วยกันทำมาโดยตลอด

และเอาจริง ๆ แล้ว ข่าวดีนี้ทำให้เรายิ้มได้มากกว่าการได้เจอขยะให้เก็บเสียอีก

แต่ แต่ ก็ไม่ได้แปลว่าทะเลปลอดขยะเสียทีเดียว! 

ในขณะเดียวกันทีมเก็บขยะบนชายหาดและชาวแก๊งดำน้ำลึกที่ลงไปสำรวจในอีกระดับกลับพบขยะซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำอีกไม่น้อย ทั้งขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์จากการบริโภค รวมถึงอวน เชือก และอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายระหว่างการใช้งาน

ขยะบางชิ้นจมอยู่ใต้ทะเลมานานจนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ยังคงส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศโดยรอบ

ตลอดกิจกรรมครั้งนี้ ทุกทีมจัดเก็บขยะได้รวมกว่า 1.33 ตัน โดยแบ่งเป็นขยะใต้น้ำทั้งหมด 673.8 กิโลกรัม (50.5%) และ ขยะบนหาด 660.1 กิโลกรัม (49.5%) 

โดยประเภทขยะที่เก็บจากเกาะเต่าได้เยอะที่สุดได้แก่ 

✱ ขยะจากใต้น้ำ 261.7 กิโลกรัม 

✱ ขวดแก้ว 159.7 กิโลกรัม 

✱ ขวดพลาสติก PET 117 กิโลกรัม 

✱ ตาข่าย,อวน 109.4 กิโลกรัม 

ขยะขวดพลาสติกสี,พลาสติก HDPE 73.2 กิโลกรัม

ตัวเลขนี้ทำให้เราตระหนักว่า แม้ทะเลจะดูสวยงามเพียงใดจากผิวน้ำ แต่ใต้ความงดงามนั้นยังมีภาระที่ธรรมชาติกำลังแบกรับอยู่จากการกระทำของมนุษย์เรา

นอกจากการได้ลงไปสัมผัสโลกใต้ทะเล เรายังได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเกาะเต่าที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือความพยายามในการจัดการขยะของคนบนเกาะ

การจัดการขยะบนเกาะนั้นมีต้นทุนและความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่หลายเท่า โดยเฉพาะเกาะที่อยู่ห่างไกลอย่างเกาะเต่า ที่ทุกอย่างตั้งแต่การขนส่ง การคัดแยก ไปจนถึงการนำขยะออกจากพื้นที่ ล้วนต้องใช้ทรัพยากรและค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือการช่วยกันลดปริมาณขยะให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าที่ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผู้ประกอบการที่ชวนลูกค้าแยกขยะอย่างจริงจัง หรือความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่พยายามทำให้ทรัพยากรที่ถูกใช้แล้วกลับมามีคุณค่าอีกครั้ง

ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MA-RE-DESIGN (Marine Litter Prevention through Reduction, Sustainable Design and Recycling of Plastic Packaging) โดยมีองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และ WWF ประเทศไทย (องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล) มาร่วมผลักดัน

ส่วนหนึ่งที่ที่อดสงสัยไม่ได้เลยคือ แล้วทำไมต้องเป็นเกาะเต่าที่โครงการนี้เลือกขับเคลื่อน?

คุณเอกนรินทร์ อริยวงศ์วิวัฒน์ หรือ ‘พี่โหน่ง’ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและผู้จัดการโครงการ MA-RE-DESIGN จาก WWF Thailand เล่าให้ฟังว่า ด้วยความที่เกาะเต่าเป็นจุดหมายที่โด่งดังของสายดำน้ำทั่วโลก ประกอบกับยังรักษาระบบนิเวศที่สมบูรณ์ใต้ท้องทะเลเอาไว้ได้ คนมักจะเจอฉลามวาฬ เจอสัตว์ทะเลใต้น้ำอีกหลายอย่าง 

และในแง่การจัดการเองที่นี่ก็ยังมีชาเลนจ์ว่า พื้นที่อยู่ห่างไกลจากตัวฝั่งและยังมีการบริโภคค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าที่นี่ดูเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างธรรมชาติที่สมบูรณ์มาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการท่องเที่ยวที่บูมมาก จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ว่าทำยังไงเราถึงจะเอาชนะชาเลนจ์เหล่านี้ได้

พี่โหน่งยังเล่าถึงวิธีการสร้างความร่วมมือที่ได้เข้าไปร่วมมือกับทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการบนเกาะ เช่น การประสานกับเทศบาลที่มีการลงนามปฏิญญาเจตจำนงค์เรื่อง plastic smart city ร่วมกัน ไปจนถึงการทำให้การลดขยะเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและทำได้จริงสำหรับทุกคนผ่านการประชาสัมพันธ์ความรู้ให้กับชาวบ้าน การเทรนนิ่งการคัดแยกให้กับพนักงานบนเกาะซึ่งส่วนมากเป็นชาวเมียนมา ก็จะดึงผู้ประกอบการที่มีใจตระหนักรู้มาออกแบบและลงมือร่วมกันจนทำให้การลดขยะนั้นเกิดขึ้นได้จริงสำหรับคนทำงานด้วย 

รวมถึง องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เอง ที่ Alvaro Zurita ผู้อำนวยการโครงการ MA-RE-DESIGN เล่าว่า โปรเจค MA-RE-DESIGN เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการป้องกันขยะพลาสติกรั่วไหลลงสู่ทะเลและการสนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งก็เชื่อว่าหากโมเดลที่ใช้กับเกาะเต่านั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการนำไปปรับใช้กับเกาะอื่น ๆ ที่เป็นเชิงท่องเที่ยวเช่นกัน อาทิ เกาะสมุย เกาะพะงัน

แล้วการเป็นเกาะท่องเที่ยวล่ะ มีความท้าทายยังไงมั้ย?

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการเป็นเกาะท่องเที่ยวนั้นย่อมมีความหลากหลายอย่างมาก มีผู้คนจากทั่วโลกมาเยือน แต่คุณอัลวาโรเองก็มองในแง่ดี ความท้าทายที่มีผู้คนที่หลากหลายหลั่งไหลมาจากทั่วโลกนี่ล่ะ ที่เป็นข้อดีให้โครงการนี้สามารถดำเนินไปได้ เพราะในเกาะเต่าเอง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มาจากตะวันตกโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคยุโรปที่ค่อนข้างคุ้นชินกับการจัดการขยะอยู่แล้ว ดังนั้น เราจะเห็นภาพของนักดำน้ำต่างชาติทั้งหลายมาช่วยเก็บขยะ หรือนักท่องเที่ยวเดินเก็บขยะบนหาดทรายกับครอบครัว ภาพเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเจอได้บนเกาะเต่า 

ส่วนอีกความท้าทายในระยะยาวคือการทำยังไงให้การจัดการเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปแม้โครงการจะจบลง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นกุญแจสำคัญ คุณอัลวาโรก็ระบุคือ ‘ความตระหนักรู้’ และความตั้งใจของคนบนเกาะที่มีมาอยู่ก่อนที่ MA-RE-DESIGN จะเข้ามาอยู่แล้ว เราเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจที่เป็นทุนเดิม ซึ่งเชื่อว่าแพชชั่นเหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว

และอีกหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจไม่แพ้การเก็บขยะในทะเล คือการได้เห็นระบบจัดการขยะของที่พักบนเกาะอย่าง Ban’s Diving Resort

ที่นี่คัดแยกขยะละเอียดถึงกว่า 30 ประเภท! ตั้งแต่พลาสติกแต่ละชนิด กระป๋องอะลูมิเนียม แก้ว กระดาษ ไปจนถึงวัสดุที่สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อได้ในรูปแบบต่าง ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนประเภทของขยะ คือวิธีสร้างความเข้าใจให้กับคนในองค์กร

พี่ ๆ พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการขยะจริง ๆ โดยมีการหมุนเวียนเวรให้แต่ละคนเข้ามาช่วยล้าง คัดแยก และจัดการขยะเป็นประจำ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของทีมแม่บ้านหรือเจ้าหน้าที่เฉพาะทางเท่านั้น

ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง เรากลับรู้สึกว่านี่คือวิธีสร้างความรับรู้ที่มีพลังมาก เพราะเมื่อได้สัมผัสขยะที่ตัวเองและผู้เข้าพักสร้างขึ้นจริง ๆ ทุกคนจะเข้าใจทันทีว่าการแยกขยะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และขยะหนึ่งชิ้นต้องผ่านกระบวนการมากกว่าที่เราคิดกว่าจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้อง

หลายสิ่งที่เจอตลอดหลายวันบนเกาะเต่า ของฝากที่เราอยากเก็บมาฝากจึงไม่ใช่แค่ภาพของทะเลสีฟ้าใส แนวปะการังสวย ๆ แต่เป็นการความตั้งใจในการรักษาธรรมชาติตรงหน้าของคนเหล่านี้ต่างหาก : )

ส่วนใครที่อยากออกไปสัมผัสเรื่องราวของท้องทะเลและธรรมชาติ แต่ยังไม่มีโอกาสเดินทาง เราขอชวนไปดูผลงาน The Ocean Canopy ของศิลปะไทย กรกต อารมย์ดี ใน NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ที่หยิบเอาขยะทะเลมาถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ และต่อยอดไปถึงการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวประมงท้องถิ่นด้วย เชื่อว่าทั้งกิจกรรมที่เราได้ไปสัมผัสมารวมถึงงานศิลปะที่กำลังสะท้อนเรื่องราวในท้องทะเลเหล่านี้ อาจทำให้คุณได้มองโลกใบเดิมด้วยสายตาใหม่ที่เห็นคุณค่าของธรรมชาติมากขึ้น ไม่มากก็น้อยนะ

Credit

Chayanit S.

เป็นคนกรุงเทพฯ ชอบเดินเที่ยวเมือง ฟังเพลงซ้ำ ๆ นั่งโง่ ๆ ดูคนคนใช้ชีวิต :-)