แลนด์บริดจ์ คุ้มหรือไม่ที่จะแลกอนาคตเศรษฐกิจกับความสมบูรณ์ของมรดกทะเลไทย ?

วิเคราะห์ทุกมิติของอภิมหาโปรเจกต์ที่อาจเปลี่ยนแผนที่เศรษฐกิจโลก หรือทำลายสิ่งที่ไม่มีวันสร้างคืนได้

ไม่ว่าจะสนใจหรือไม่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขอให้เชื่อว่า ทุกโครงการใหญ่ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติ มันจะย้อนกลับมากระทบกับทุกชีวิตของทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อมเสมอ

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่รัฐบาลไทยวาดฝันให้เป็น Game Changer หรือเครื่องยนต์ชิ้นใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยตั้งเป้าให้เป็นเส้นทางลัดการขนส่งสินค้าทางทะเลของโลก ทดแทนช่องแคบมะละกาที่กำลังแออัด

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่สวยหรู โครงการนี้กำลังเผชิญกับคำถามแห่งยุคสมัยว่า “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง จะชดเชยกับความสูญเสียทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนได้จริงหรือไม่?”

บทความนี้ไม่ได้สื่อว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งผลดีและผลเสีย เพื่อเปิดช่องให้ผู้อ่านทุกคนไปพิจารณาต่อยอดความคิดกัน

แน่นอนว่า โครงการดังกล่าวเป็นเหมือนความหวังขนาดใหญ่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน ที่ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเกือบทุกตัวติดๆ ดับๆ และการถดถอยด้านศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่เหนือกว่า ระดับเดียวกัน หรือตามหลังไทยมา

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่เรียกว่าอยู่รั้งท้ายอาเซียนอย่างสมบูรณ์ คงเป็นเหมือนกับของแสลงสำหรับรัฐบาล ที่ไม่อาจยกระดับประเทศไปสู่การแข่งขันได้อย่างที่เคยโฆษณาหาเสียงเอาไว้ ดังนั้น การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงเปรียบเสมือนกับยาแรงที่ฉีดกระตุ้นให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ในสภาพที่แขนขาอ่อนแรง

แน่นอนว่าในมุมมองของภาครัฐ โครงการนี้คือทางรอดในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเลที่เชื่อมต่อด้วยรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ รัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินเรือข้ามซีกโลกตะวันออก-ตะวันตกได้ราว 4-5 วัน

รัฐบาลยังประเมินอีกว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างงานใหม่ในพื้นที่ได้มากถึง 280,000 ตำแหน่ง และผลักดันให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ต่อปี ทั้งยังเปิดให้พื้นที่ภาคใต้ที่เดิมทีหากินแต่กับการท่องเที่ยว เกษตร และประมงเป็นหลัก ซึ่งมีความไม่ยั่งยืนและผันผวนสูง ให้กลายเป็นหมุดหมายการลงทุนจากกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการใช้จุดแข็งของที่ตั้งที่มีจุดยุทธศาสตร์เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งน่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี และพลังงาน

เมื่อการเป็นจุดเชื่อมต่อของสองทะเลถูกปลุกขึ้นมา อำนาจต่อรองบนเวทีโลกของไทยจะยกระดับจากประเทศที่รอพึ่งพาการส่งออก กลายเป็นผู้คุมเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่มีอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น

นี่คือสิ่งที่รัฐวาดฝันเอาไว้ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดนี้ที่วาดฝันและสื่อสารกับประชาชนด้วยชุดข้อมูลนี้ เพราะอันที่จริงแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เป็นโครงการที่ถูกพูดถึงมายาวนานต่อเนื่องกว่า 40 ปี หลายยุค หลายสมัยของรัฐบาลต่างๆ และพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันสนใจ ก็ไม่ใช่พื้นที่แรกของโครงการเชื่อมสองทะเลนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแลนด์บริดจ์ระหว่างท่าเรือปากบารา จ.สตูล กับชายฝั่งสุราษฎร์ธานีมาก่อนหน้านั้นแล้ว และสุดท้ายก็ถูกคัดค้านจนโครงการนี้ต้องยุติไปในที่สุด เหลือไว้เพียงถนนขนาดใหญ่สาย กระบี่-ขนอม ที่ทิ้งเอาไว้ดูต่างหน้าเป็นอนุสรณ์สถานที่บ่งบอกว่าโครงการแลนด์บริดจ์เคย ล้มเหลว มาแล้ว

แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่เคยสื่อสารกับประชาชนเลยคือ ประสิทธิภาพของโครงการนั้นจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ ซึ่งนักวิชาการหลายภาคส่วนได้ออกมาชี้ให้เห็นถึง ต้นทุนแฝง ที่อาจทำให้โครงการนี้ไม่คุ้มค่าในความเป็นจริง

รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของโมเดลนี้ นั่นคือการที่เรือต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 2 รอบ (Double Handling) ระหว่างสองฝั่งทะเล

แม้ดูเหมือนจะประหยัดเวลาเดินทางที่ไม่ต้องไปรอต่อคิวผ่านช่องแคบมะละกาที่นับว่าเป็นเส้นทางเดินเรือมีความแอดอัดที่สุดจุดหนึ่งของโลก แต่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นรถไฟและลงเรืออีกฝั่ง หากต้นทุนส่วนนี้ไม่สามารถบริหารให้ต่ำกว่าการวิ่งอ้อมช่องแคบมะละกาได้ บริษัทเดินเรือระดับโลกอาจไม่เลือกใช้เส้นทางนี้ และโครงการล้านล้านบาทอาจกลายเป็นเพียง อนุสาวรีย์คอนกรีต

ในมิติความสูญเสียทางนิเวศวิทยาที่จะตามมาก็อาจจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ รศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเล ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งเป็นแหล่งป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย (และกำลังผลักดันเป็นมรดกโลก) การขุดลอกร่องน้ำ การสร้างท่าเรือ และความเสี่ยงจากอุบัติเหตุสารเคมีรั่วไหล จะทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศฝั่งอันดามันที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาทอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด

ขณะที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม หยิบยกบทเรียนจากโครงการ EEC มาเปรียบเทียบ โดยเตือนว่าการเวนคืนที่ดินเพื่อตัดทางรถไฟและท่อส่งน้ำมัน จะทำลายเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นอย่างหนัก ผลประโยชน์มักตกอยู่กับกลุ่มทุนระดับชาติและต่างชาติ ในขณะที่ชาวบ้านต้องแบกรับภาระมลพิษ สูญเสียพื้นที่ทำกิน และวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน

แต่สำหรับในมุมของผู้คนในพื้นที่ภาคใต้ต่างก็มีมุมมองที่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลที่สำรวจคนภาคใต้โดยรวม 67.22% จะสนับสนุนโครงการ เพราะโหยหาความเจริญ โอกาสในการจ้างงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ

แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ คือความกังวลใจอย่างหนักในประเด็นผลกระทบ โดยเฉพาะ ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม 38.03% ผลกระทบต่อชุมชนและการเวนคืน 29.71% และปัญหาการทุจริตความไม่โปร่งใส 25.81%

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ประชาชนกว่า 54.43% ยอมรับว่ายัง “เข้าใจรายละเอียดโครงการเพียงเล็กน้อย” สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการสื่อสารของภาครัฐ ที่ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างถึงแผนการรับมือผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์คือการวางเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ หากพิจารณาในแง่บวก นี่คืออาจเป็นโอกาสในการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ ความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าทางการแข่งขันทางโลจิสติกส์ และความสูญเสียทางธรรมชาติระดับ World Class ถือเป็นราคาที่แพงลิ่ว

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องร่วมกันตอบ ไม่ใช่แค่ว่า “เราจะสร้างได้หรือไม่ ?” แต่คือ “เทคโนโลยีและการบริหารจัดการในอนาคต จะสามารถอุดช่องโหว่ทางต้นทุนและปกป้องธรรมชาติได้ 100% หรือไม่ ?”

ถ้าคำตอบคือ ไม่แน่ใจ การนำทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ไปเสี่ยง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก สิ่งที่รัฐบาลทุกชุดไม่สามารถกล้าที่จะตอบกับประชาชนได้เลยคือ สิ่งที่ประชาชนได้และสิ่งที่ประชาชนจะเสียไปแบบไม่มีวันหวนกลับ เมื่อชั่งน้ำหนังแล้วมันคุ้มค่ากันจริงหรือไม่

ประชาชนไม่ได้ขัดขวางความเจริญ แต่ต้องการการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจากรัฐบาลที่จริงใจให้ข้อมูลแบบไม่มีวาระซ่อนเร้น เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลใดมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่คือผู้แบกรับทุกสิ่งที่จะตามมาทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ว่าจะดีหรือร้าย…นั่นเอง

ไม่ว่าจะสนใจหรือไม่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขอให้เชื่อว่า ทุกโครงการใหญ่ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติ มันจะย้อนกลับมากระทบกับทุกชีวิตของทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อมเสมอ

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่รัฐบาลไทยวาดฝันให้เป็น Game Changer หรือเครื่องยนต์ชิ้นใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยตั้งเป้าให้เป็นเส้นทางลัดการขนส่งสินค้าทางทะเลของโลก ทดแทนช่องแคบมะละกาที่กำลังแออัด

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่สวยหรู โครงการนี้กำลังเผชิญกับคำถามแห่งยุคสมัยว่า “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง จะชดเชยกับความสูญเสียทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนได้จริงหรือไม่?”

บทความนี้ไม่ได้สื่อว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งผลดีและผลเสีย เพื่อเปิดช่องให้ผู้อ่านทุกคนไปพิจารณาต่อยอดความคิดกัน

แน่นอนว่า โครงการดังกล่าวเป็นเหมือนความหวังขนาดใหญ่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน ที่ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเกือบทุกตัวติดๆ ดับๆ และการถดถอยด้านศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่เหนือกว่า ระดับเดียวกัน หรือตามหลังไทยมา

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่เรียกว่าอยู่รั้งท้ายอาเซียนอย่างสมบูรณ์ คงเป็นเหมือนกับของแสลงสำหรับรัฐบาล ที่ไม่อาจยกระดับประเทศไปสู่การแข่งขันได้อย่างที่เคยโฆษณาหาเสียงเอาไว้ ดังนั้น การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงเปรียบเสมือนกับยาแรงที่ฉีดกระตุ้นให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ในสภาพที่แขนขาอ่อนแรง

แน่นอนว่าในมุมมองของภาครัฐ โครงการนี้คือทางรอดในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเลที่เชื่อมต่อด้วยรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ รัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินเรือข้ามซีกโลกตะวันออก-ตะวันตกได้ราว 4-5 วัน

รัฐบาลยังประเมินอีกว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างงานใหม่ในพื้นที่ได้มากถึง 280,000 ตำแหน่ง และผลักดันให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ต่อปี ทั้งยังเปิดให้พื้นที่ภาคใต้ที่เดิมทีหากินแต่กับการท่องเที่ยว เกษตร และประมงเป็นหลัก ซึ่งมีความไม่ยั่งยืนและผันผวนสูง ให้กลายเป็นหมุดหมายการลงทุนจากกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการใช้จุดแข็งของที่ตั้งที่มีจุดยุทธศาสตร์เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งน่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี และพลังงาน

เมื่อการเป็นจุดเชื่อมต่อของสองทะเลถูกปลุกขึ้นมา อำนาจต่อรองบนเวทีโลกของไทยจะยกระดับจากประเทศที่รอพึ่งพาการส่งออก กลายเป็นผู้คุมเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่มีอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น

นี่คือสิ่งที่รัฐวาดฝันเอาไว้ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดนี้ที่วาดฝันและสื่อสารกับประชาชนด้วยชุดข้อมูลนี้ เพราะอันที่จริงแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เป็นโครงการที่ถูกพูดถึงมายาวนานต่อเนื่องกว่า 40 ปี หลายยุค หลายสมัยของรัฐบาลต่างๆ และพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันสนใจ ก็ไม่ใช่พื้นที่แรกของโครงการเชื่อมสองทะเลนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแลนด์บริดจ์ระหว่างท่าเรือปากบารา จ.สตูล กับชายฝั่งสุราษฎร์ธานีมาก่อนหน้านั้นแล้ว และสุดท้ายก็ถูกคัดค้านจนโครงการนี้ต้องยุติไปในที่สุด เหลือไว้เพียงถนนขนาดใหญ่สาย กระบี่-ขนอม ที่ทิ้งเอาไว้ดูต่างหน้าเป็นอนุสรณ์สถานที่บ่งบอกว่าโครงการแลนด์บริดจ์เคย ล้มเหลว มาแล้ว

แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่เคยสื่อสารกับประชาชนเลยคือ ประสิทธิภาพของโครงการนั้นจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ ซึ่งนักวิชาการหลายภาคส่วนได้ออกมาชี้ให้เห็นถึง ต้นทุนแฝง ที่อาจทำให้โครงการนี้ไม่คุ้มค่าในความเป็นจริง

รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของโมเดลนี้ นั่นคือการที่เรือต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 2 รอบ (Double Handling) ระหว่างสองฝั่งทะเล

แม้ดูเหมือนจะประหยัดเวลาเดินทางที่ไม่ต้องไปรอต่อคิวผ่านช่องแคบมะละกาที่นับว่าเป็นเส้นทางเดินเรือมีความแอดอัดที่สุดจุดหนึ่งของโลก แต่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นรถไฟและลงเรืออีกฝั่ง หากต้นทุนส่วนนี้ไม่สามารถบริหารให้ต่ำกว่าการวิ่งอ้อมช่องแคบมะละกาได้ บริษัทเดินเรือระดับโลกอาจไม่เลือกใช้เส้นทางนี้ และโครงการล้านล้านบาทอาจกลายเป็นเพียง อนุสาวรีย์คอนกรีต

ในมิติความสูญเสียทางนิเวศวิทยาที่จะตามมาก็อาจจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ รศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเล ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งเป็นแหล่งป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย (และกำลังผลักดันเป็นมรดกโลก) การขุดลอกร่องน้ำ การสร้างท่าเรือ และความเสี่ยงจากอุบัติเหตุสารเคมีรั่วไหล จะทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศฝั่งอันดามันที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาทอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด

ขณะที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม หยิบยกบทเรียนจากโครงการ EEC มาเปรียบเทียบ โดยเตือนว่าการเวนคืนที่ดินเพื่อตัดทางรถไฟและท่อส่งน้ำมัน จะทำลายเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นอย่างหนัก ผลประโยชน์มักตกอยู่กับกลุ่มทุนระดับชาติและต่างชาติ ในขณะที่ชาวบ้านต้องแบกรับภาระมลพิษ สูญเสียพื้นที่ทำกิน และวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน

แต่สำหรับในมุมของผู้คนในพื้นที่ภาคใต้ต่างก็มีมุมมองที่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลที่สำรวจคนภาคใต้โดยรวม 67.22% จะสนับสนุนโครงการ เพราะโหยหาความเจริญ โอกาสในการจ้างงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ

แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ คือความกังวลใจอย่างหนักในประเด็นผลกระทบ โดยเฉพาะ ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม 38.03% ผลกระทบต่อชุมชนและการเวนคืน 29.71% และปัญหาการทุจริตความไม่โปร่งใส 25.81%

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ประชาชนกว่า 54.43% ยอมรับว่ายัง “เข้าใจรายละเอียดโครงการเพียงเล็กน้อย” สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการสื่อสารของภาครัฐ ที่ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างถึงแผนการรับมือผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์คือการวางเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ หากพิจารณาในแง่บวก นี่คืออาจเป็นโอกาสในการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ ความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าทางการแข่งขันทางโลจิสติกส์ และความสูญเสียทางธรรมชาติระดับ World Class ถือเป็นราคาที่แพงลิ่ว

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องร่วมกันตอบ ไม่ใช่แค่ว่า “เราจะสร้างได้หรือไม่ ?” แต่คือ “เทคโนโลยีและการบริหารจัดการในอนาคต จะสามารถอุดช่องโหว่ทางต้นทุนและปกป้องธรรมชาติได้ 100% หรือไม่ ?”

ถ้าคำตอบคือ ไม่แน่ใจ การนำทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ไปเสี่ยง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก สิ่งที่รัฐบาลทุกชุดไม่สามารถกล้าที่จะตอบกับประชาชนได้เลยคือ สิ่งที่ประชาชนได้และสิ่งที่ประชาชนจะเสียไปแบบไม่มีวันหวนกลับ เมื่อชั่งน้ำหนังแล้วมันคุ้มค่ากันจริงหรือไม่

ประชาชนไม่ได้ขัดขวางความเจริญ แต่ต้องการการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจากรัฐบาลที่จริงใจให้ข้อมูลแบบไม่มีวาระซ่อนเร้น เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลใดมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่คือผู้แบกรับทุกสิ่งที่จะตามมาทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ว่าจะดีหรือร้าย…นั่นเอง

No tags found for this post.

Credit

Environman

Environman คือหนึ่งในสื่อออนไลน์ที่นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อม เป้าหมายคืออยากทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น ไม่เฉพาะการเป็นสังคมออนไลน์ที่แข็งแกร่ง แต่หวังให้ความรู้นำไปสู่การลงมือทำเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้จริง