โลกพร้อมแค่ไหนสำหรับพลังงานทางเลือก ในวันที่สงครามในตะวันออกกลางทำน้ำมันและก๊าซธรรมชาติวิกฤติ
จากสถานการณ์สงครามล่าสุดในตะวันออกกลาง ที่นอกจากจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น (และน้ำมันรอการขนส่งมายังปั๊ม???) ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้ก๊าซธรรมชาติประสบปัญหาตามไปด้วย หลังการโจมตีของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวระดับโลกที่นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ที่กาตาร์
พลังงานหลักที่โลกใช้ตอนนี้กำลังอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ไม่รู้จะคลี่คลายเมื่อไหร่ จนตอนนี้เกิดเป็นคำถามว่าพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ของโลกพร้อมแค่ไหนท่ามกลางสถานการณ์นี้
สำรวจสถานการณ์พลังงานทางเลือกของโลก
โดยถ้าพูดถึงพลังงานทดแทนจะมีด้วยกัน 5 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งพลังงานแต่ละรูปแบบก็จะถูกนำไปใช้ต่างกัน 2 รูปแบบ คือ 1) นำไปใช้ตรง ๆ เลย เช่น ล่องเรือโดยใช้แรงลม และ 2) เปลี่ยนพลังงานให้อยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้า เช่น การปั่นไฟด้วยกังหันลม การชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้ารถยนต์ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์
ซึ่งข้อดีของพลังงานทดแทนคือไม่มีวันหมด นำมาใช้ได้ทั้งการอุปโภคและบริโภค ทว่าข้อเสียสำคัญคือไม่สามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลาและเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์
พลังงานแสงอาทิตย์
พลังงานแสงอาทิตย์ จำเป็นต้องใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่มีส่วนประกอบจากควอตซ์ซึ่งเป็นแร่ที่พบหาได้ไม่ยากนัก ทว่าการจะได้มานี่แหละที่อาจจะต้องใช้พลังงานมากในการขุดเจาะ หากจู่ ๆ มีความต้องการการใช้แผงโซลาร์เซลเพิ่มขึ้นทั่วโลกทันที แร่ควอตซ์ก็ต้องถูกขุดเจาะมากขึ้นโดยที่พลังงานอาจจะไม่เพียงพอ แร่ก็จะขาดตลาดตาม (นี่ยังไม่นับถึงการประกอบแผง ความเป็นไปได้ และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่ประเทศไทยนะ)
พลังงานลม
พลังงานลม พลังงานชนิดนี้ต้องอาศัยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาสูง และยังต้องอาศัยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างลมที่ต้องพัดด้วยความเร็วฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่าระดับ 6.4 – 7.0 เมตรต่อวินาทีที่ความสูง 50 เมตร ทำให้่ ณ สถานการณ์ตอนนี้ พลังงานลมแทบจะเป็นพลังงานที่นำมาทดแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ยากมาก (จะมีแค่เพียงพื้นที่ บางประเทศ และบางอุตสาหกรรมเท่านั้นที่นำมาใช้ได้)
พลังงานน้ำ
พลังงานน้ำ ปัจจุบันพลังงานน้ำ เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในการผลิตไฟฟ้า โดยมีจีนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามมาด้วยสหรัฐฯ บราซิล แคนาดา อินเดีย และรัสเซีย โดยประมาณ 71% ของไฟฟ้าหมุนเวียนทั้งหมดที่ผลิตบนโลกมาจากพลังงานน้ำ
พลังงานชีวมวล
พลังงานชีวมวล พลังงานที่เกิดมาจากสิ่งมีชีวิต หรือสารอินทรีย์ที่เหลือใช้จากการเกษตร อุตสาหกรรมพืช ขยะ และมูลสัตว์ นำมาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ได้พลังงาน ที่อาจอยู่ในรูปพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน ก๊าซชีวภาพ หรือแม้แต่ “น้ำมัน” ทว่ากระบวนการที่จะได้มากลับมีความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง และอาจเกิดมลพิษระหว่างการผลิตพลังงาน ทำให้พลังงานประเภทนี้ยังเต็มไปด้วยความท้าทายในประเทศไทย
ปัจจุบันโลกมีความต้องการในการใช้น้ำมันราว ๆ 97-100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใข้ในภาคของโลจิสติกส์และการขนส่ง ถ้าถามว่าตอนนี้พลังงานทางเลือกของโลกเราพร้อมไหมที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนน้ำมัน ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่” และจะไม่ไปอีกนาน ท้ายที่สุดจะมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่พอจะรับมือกับสภานการณ์ในระยะสั้น ๆ ได้ แต่หากสถานการณ์ยังตึงเครียดแบบนี้ในระยะยาวการขาดพลังงานจะทำให้โลกตกอยู่ในความโกลาหลครั้งใหญ่
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
National Geographic
GPSC
Chariot Energy
ditto