เปลี่ยนอนาคตเมือง คืน “อากาศสะอาด” ให้ประชาชน ด้วยการลงทุนเพิ่มขึ้นและจากพลังของ Data

ฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญจากงาน Better Air Quality Conference 2026

หากอ้างอิงตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Earth.Org ที่ได้รวบรวมปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกต้องเผชิญในปี 2025 ไว้ 15 ประเด็น แน่นอนว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ “มลพิษทางอากาศ (Air Pollution)” ซึ่งมีความร้ายแรงและสร้างผลกระทบถึงชีวิตของมนุษย์ ยืนยันได้ด้วยรายงานจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกประมาณ 4.2 ถึง 7 ล้านคนทุกปี และมีถึง 9 ใน 10 คนหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษระดับสูงเข้าไป

ขณะที่ รายงานคุณภาพอากาศโลกประจำปี 2567 (World Air Quality Report 2024) ได้รวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศที่สถานีตรวจวัด 40,000 แห่ง จาก 138 ประเทศ พบว่ามีถึง 126 ประเทศมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยสาเหตุของมลพิษทางอากาศส่วนใหญ่มาจากแหล่งอุตสาหกรรม การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า การก่อสร้าง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การเผาไหม้ชีวมวล และการเกษตรกรรม

(อ้างอิง : บทความเรื่อง “มลพิษอากาศ ปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ” จากเว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

ด้วยเหตุนี้ ปัญหามลพิษอากาศ จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและในการจัดงาน Better Air Quality Conference หรือ BAQ2026 ที่ในปีนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีการบรรยายและจัดเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนที่ช่วยสร้าง Clean air หรือ “อากาศสะอาด” กลับคืนให้กับผู้คนในเมืองใหญ่ ตลอดจนมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะมาเป็นเครื่องมือสำคัญ สร้าง Air quality หรือ คุณภาพอากาศที่ดีอย่างยั่งยืน

โดยในครั้งนี้ Environman ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Key Speakers คนสำคัญ 2 ท่าน ท่านแรกคือ Yoko Watanabe Director, Environment จาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่จะมาสะท้อนมุมมองในการลงทุนใน“อากาศสะอาด” และ Cecilia Vaca Jones ผู้ดำรงตำแหน่ง Executive Director ของ Breathe Cities ในประเด็นการใช้ Data หรือ ข้อมูล สร้างความเข้าใจในปัญหามลพิษทางอากาศที่นำมาสู่การปรับใช้เพื่อออกแบบนโยบายการรับมือกับมลพิษทางอากาศที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

การลงทุนที่ใช่ ช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “อากาศสะอาด” ได้อย่างไร?

“การลงทุนที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ”

Yoko Watanabe เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ อากาศสะอาด พร้อมแชร์มุมมองที่ชี้ให้เห็นอุปสรรคสำคัญที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเจอ ในการพัฒาคุณภาพอากาศ

“อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งในการลงทุนเพื่อ “อากาศสะอาด” และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ช่องว่างทางการเงิน เพราะในปัจจุบันมีเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของเงินช่วยเหลือและพัฒนา (development aid) ที่ใช้เพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศกำลังทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และคร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อยเลยในแต่ละปี”

“ไม่เพียงเท่านั้น ความร้ายแรงของปัญหามลพิษทางอากาศ ยังส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ด้วย เพราะเมื่อปริมาณฝุ่นPM2.5 ในเมืองสูงในระดับอันตรายต่อสุขภาพ สถานที่อย่าง โรงเรียน ก็จะประกาศปิดทำการเรียนการสอนชั่วคราว ดังนั้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบไม่เพียงกับประชาชน แต่กระทบถึงเศรษฐกิจและการพัฒนาโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“หลายประเทศ ยังมีช่องว่างทางนโยบายและการบูรณาการ ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละภาคส่วน เช่น คมนาคม พลังงาน และสาธารณสุข ที่ต่างคนก็ต่างพยายามแก้ปัญหาในส่วนของตน แต่ยังขาดการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ (Integrated way) 

“หากมีการส่งสัญญาณ “นโยบายที่ชัดเจน” โดยมีกฎระเบียบและการบังคับใช้ที่แน่นอน จะสามารถส่งผลให้ภาคเอกชนมีแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนระบบการผลิตมาใช้เทคโนโลยีสะอาด 

ขณะเดียวกันแม้มีความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนในอากาศสะอาดเพิ่มขึ้น แต่องค์ความรู้นั้นยังไม่ถูกเปลี่ยนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง (Actions) ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อนำเงินทุนหรือขีดความสามารถมาใช้แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม”

ต่อมา คุณ Yoko Watanabe ได้เสนอให้มี “เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่” มาใช้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น Blended Finance การใช้เงินทุนแบบผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงและจูงใจนักลงทุน Air Quality Bonds การออกพันธบัตรเพื่อคุณภาพอากาศเพื่อระดมทุนจากภาคเอกชน และ Public-Private Partnerships (PPP): การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรสาธารณะกับภาคเอกชนเพื่อลงทุนเพื่ออากาศสะอาด

“การเปลี่ยนผ่านสู่การมีอากาศที่สะอาดนั้น จำเป็นต้องใช้แนวทางที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ มีการดำเนินงานเป็นลำดับขั้นตอน และเป็นการทำงานแบบบูรณาการ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างทิศทางนโยบายที่สอดคล้องประสานกัน การสนับสนุนด้านขีดความสามารถและกลไกเชิงสถาบัน รวมถึงการลงทุนในภาคส่วนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร

เราได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของแนวทางนี้มาแล้วจากการที่ ADB ให้การสนับสนุนในภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ประเทศจีน และตามที่ได้นำเสนอไปในระหว่างการประชุมครั้งนี้ เรากำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อนำแนวทางในลักษณะเดียวกันนี้มาปรับใช้ในประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย”

“สำหรับตัวอย่างในการลงทุน มีตั้งแต่การลงทุนในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบขนส่งสาธารณะสีเขียว เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถโดยสารไฟฟ้า (E-bus) และอาจรวมถึงรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (E-tuk-tuk) โดยเน้นที่การขยายขนาดโครงการให้ครอบคลุมระบบขนส่งมวลชนทุกประเภท และต้องไม่ใช่แค่ดำเนินการเป็นโครงการนำร่องขนาดเล็กเท่านั้น”

“นอกจากนั้น อาจพิจารณากำหนด “เขตการปล่อยมลพิษต่ำ (Low Emission Zones)” เพื่อลดการปล่อยมลพิษในเมือง ส่วนในภาคการเกษตร ควรมียุทธศาสตร์ที่ดีกว่านี้เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในจังหวัดต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่นในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“ อีกมุมมองที่สำคัญก็คือการร่วมมือระดับภูมิภาค คุณภาพอากาศนัันเดินทางข้ามแดน นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีความเข้าใจและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และนี่เป็นโอกาสสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเมืองต่างๆเช่น การที่กรุงเทพฯ จาการ์ตา และอูลานบาตอร์ มาร่วมแบ่งปันบทเรียนว่านโยบายใดใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผล เพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดมาปรับใช้และขยายผลในลำดับต่อไป”

นอกจากนั้น คุณ Yoko Watanabe ยังได้ชี้ว่า “กรุงเทพมหานคร แสดงออกชัดเจนถึงจุดแข็งและความได้เปรียบในการจัดการปัญหาอากาศสะอาด ด้วยการนำที่เข้มแข็ง กรุงเทพฯ​ ได้กำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศให้เป็นวาระเร่งด่วน ไม่เพียงเท่านั้น กรุงเทพฯ ยังมีความโดดเด่นในการเปิดรับและเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการด้านอากาศสะอาดระดับนานาชาติอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเมืองอื่นๆ ในเอเชียอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาค”

“และในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็น กรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเป็นระบบไฟฟ้า เช่น รถเมล์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือแม้แต่เรือไฟฟ้า ซึ่งนี่แสดงถึงความตั้งใจในการยกระดับและลงทุนในโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่โครงการนำร่อง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบขนส่งสีเขียวในระดับเมืองอย่างยั่งยืน นำไปสู่ยกระดับคุณภาพอากาศ”

ใช้พลังของข้อมูล (Data) ช่วยเปลี่ยน “ความตระหนักรู้” ให้กลายเป็นการ “ลงมือทำ”

แน่นอนว่าเราอยู่ในยุคที่กล่าวกันว่า “Data is the new Oil” หรือยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล และ ข้อมูล หรือ Data ที่มีปริมาณมากพอ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดทิศทางเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศก็เช่นกัน ที่ “ข้อมูล” เข้ามามีบทบาทอย่างมาก โดย Cecilia Vaca Jones ผู้ดำรงตำแหน่ง Executive Director จาก Breathe Cities เน้นย้ำชัดเจนว่า “ข้อมูลช่วยเปลี่ยนความตระหนักรู้ ให้กลายเป็นการลงมือทำ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

Cecilia Vaca Jones เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า “จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ของ Breathe Cities พบว่าในเมืองชั้นนำ 19 แห่งทั่วโลก จาก 9 ประเทศร มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพอากาศที่น่าสนใจและเป็นไปในทิศทางบวก”

“กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มลพิษทางอากาศมีแนวโน้มลดลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีปริมาณ PM2.5 เฉลี่ยลดลง และนอกจาก PM2.5 แล้ว ยังพบว่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีปริมาณลดลงด้วย และบทวิเคราะห์ยังระบุอีกว่า กรุงเทพฯ กำลังเดินหน้าสู่การเป็นเมืองที่ “เป็นผู้นำ” (Taking the lead) ในการแก้ไขปัญหามลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการดำเนินงานที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“นอกจากนั้น จากผลสำรวจคุณภาพอากาศ 19 เมืองทั่วโลก เราพบว่าเมืองที่สามารถปรับตัวและสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพอากาศได้อย่างเร่งด่วนนั้นมีถึง 9 เมืองที่อยู่ในเอเชีย  

“ขณะที่ รายงานของ Breathe Cities ยังระบุข้อค้นพบสำคัญที่เปลี่ยนความคิดของใครหลายคน นั่นคือ ความเชื่อที่ว่าเมื่อมีการลงทุนเพื่อลดมลพิษทางอากาศ มักจะส่งผลกระทบให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง เพราะการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ สามารถดำเนินไปควบคู่และสอดคล้องไปกับมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้”

“และอีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญ คือ เมืองชั้นนำทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการลดมลพิษทางอากาศ ต่างให้ความสำคัญกับการปรับเอา “ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” (Reliable data) มาปรับใช้เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินมาตรการต่างๆ ว่าเมื่อนำไปปรับใช้แล้วได้ผลจริงหรือไม่ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ถ้าเรามีข้อมูลที่ดี การวางมาตรการและนโยบายย่อมได้ผลดีอย่างแน่นอน”

ในมุมมองของ Cecilia Vaca Jones ข้อมูล (Data) จึงไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่อากาศสะอาดอย่างรวดเร็วและตรงจุดด้วย

“ล่าสุด Breathe Cities กำลังพัฒนาเครื่องมือ Clean Air Quality and Vulnerability Map ในกรุงเทพ โดยเครื่องมือนี้จะนำข้อมูลจากแผนที่หลายๆ ชุดมาวางซ้อนทับกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาอย่างเป็นระบบและเห็นภาพลึกกว่าแค่ระดับ PM2.5 แต่สามารถระบุพื้นที่ และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนมลพิษทางอากาศนั้นส่งผลกระทบที่ไหน กระทบกับใคร และมีกลุ่มเปราะบางในเขตไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเห็น “ช่องว่าง” (Gaps) ที่นำไปปรับใช้เพื่อออกแบบการลดมลพิษทางอากาศที่ตรงจุดในแต่ละเขตพื้นที่ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม”

“ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลที่ถูกต้อง ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับมาตรการลดมลพิษทางอากาศของภาครัฐ เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงและเข้าใจข้อมูล พวกเขาจะรู้วิธีตอบสนองต่อวิกฤตฝุ่น เช่น รู้วิธีปกป้องตนเองและบุตรหลานในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศสูงอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของตนเองในการช่วยลดการปล่อยมลพิษที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว”

“ขณะเดียวกัน ประชาชนยังสามารถใช้ข้อมูลเพื่อติดตามว่าภาครัฐมีการลงทุนในสิ่งที่สัญญาไว้จริงหรือไม่ เช่น การขยายระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่ม หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยานและการเดิน เป็นต้น”

สุดท้าย Cecilia Vaca Jones ยังให้เน้นย้ำด้วยว่า “ความเชื่อที่ว่าการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษนั้น ไม่จริงเสมอไป

“หากภาครัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้มี ข้อมูลที่ถูกต้องและมีความมุ่งมั่นทางการเมือง รวมถึงมีการวางนโยบายที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้เร็วมาก ดังต้นแบบที่หลายเมืองชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ในเวลาอันสั้น”

No tags found for this post.

Credit

eci

one of the human behind environman