คงจะไม่พูดเกินถ้าบอกว่าทุกวันนี้ ความสะดวกสบายอยู่เพียงแค่ปลายนิ้ว หิวก๋วยเตี๋ยวมื้อดึกหรอ กดสั่งเลย ร่างกายต้องการของหวานหรอ กดสั่งสิ ตื่นสายรถติดขับรถไปทำงานไม่ทัน เรียกบริการพี่วินได้ ทุกอย่างก็เสิร์ฟถึงเราได้เพียงแค่เอานิ้วแตะ แต่เบื้องหลังความสะดวกสบาย มีสิ่งที่ซ้อนท้ายความเร็วดั่งปีศาจนั้นอยู่ ซึ่งก็คือต้นทุนที่เราอาจจะไม่เคยมองเห็นมันมาก่อน
ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้สักสิบปี ต้องบอกว่า Grab เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เข้าสู่ระบบ On-Demand อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น จากที่เคยไปนั่งกินข้าวที่ร้าน ก็กลายเป็นสั่งมากินที่บ้านก็ได้ จากที่เคยต้องเดินไปเรียกรถที่หน้าปากซอย ก็เรียกมารับได้ถึงที่ เป็น New Normal ของคนในยุคนี้ไปแล้ว
ในอีกแง่นึง ก็เป็นการเพิ่มงานและสร้างอาชีพให้คนจำนวนไม่น้อย ธุรกิจเล็กใหญ่ก็ต่างปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์อย่างเต็มตัว
แต่อย่างที่บอก ความสะดวกสบาย ไม่ได้ได้มาฟรี ๆ แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษและการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทาง ในทุกเมนูอาหารที่สั่ง แต่ขอดักไว้ก่อนว่านี่ไม่ได้จะหมายความว่ามนุษย์จะมีการพัฒนาหรือสะดวกสบายไม่ได้ ท้ายที่สุดมันคือการบาลานซ์และการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบมากกว่า
ต้องยอมรับว่า Grab เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่มี User ใช้งานต่อวันเยอะมาก ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภคยิ่งจำเป็นต้องอยากรู้อยากเห็น อยากใส่ใจว่า Grab มีการจัดการกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมอย่างไร เขารับผิดชอบอย่างไร และทำอะไรบ้างเพื่อชดเชยและสร้างสมดุลให้กับการทำธุรกิจและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งอธิบายแบบนี้ว่า ส่วนมากแล้วความท้าทายของหลาย ๆ ธุรกิจ คือการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือแบบที่เป็นทางอ้อม พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือการปล่อยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของ Third Party ซึ่งก็คือผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ ในกรณีของ Grab ก็คือผู้ใช้บริการอย่างเรา รวมถึงคนขับรถขี่มอเตอร์ไซค์ หรือที่เรียกติดปากกันว่า ไรเดอร์ ที่ท้าทายเป็นเพราะว่าการจะควบคุมสโคปนี้ให้ได้ 100% ต้องอาศัยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้ชวนทุกคนมาดูกันว่า Grab มีวิธีจัดการอย่างไร ผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง ในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ปล. ล่าสุด Grab ได้ปล่อย ESG Report ของปี 2024 มาแล้วด้วย

Green Programme Donation: โครงการคาร์บอนเครดิต
ทุกครั้งที่เราใช้บริการ Grab Transport, Grab Mart, หรือ Grab Food เราสังเกตกันไหมว่าจะมีปุ่มที่เขียนว่า Green Programme Donation อยู่ตรงแถบ Eco-Friendly Option ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเป็นการชวน User หรือผู้ใช้บริการอย่างเรา บริจาคเงิน 1-2 บาท เพื่อโครงการลดคาร์บอน แล้วเราเคยคิดกันไหมว่า Grab เอาเงินบริจาคนี้ไปทำอะไร ซึ่งถ้าสงสัยจริง ๆ ตรงปุ่มนั้นจะมีให้กดอ่านรายละเอียดแหละ แต่ไม่เป็นไร เราสรุปมาให้อ่านด้วย
อย่างแรกคือเขานำเงินไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านกลไก คาร์บอนเครดิต และยังสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ ร่วมกับ Conserve Natural Forest (CNF) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่ทำเรื่องการฟื้นฟูและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้กับป่าธรรมชาติทั่วประเทศไทย และ EcoMatcher บริษัทที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาพ่วงกับการปลูกต้นไม้ เป็นการให้ความรู้ และยังมีระบบการติดตามต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ที่ปลูกในโครงการจะได้รับการดูแล อยู่รอดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้ Grab ได้สนับสนุนการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 3 แสนต้นในประเทศไทย
อีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นการนำเอากากของเหลือจากการเกษตรมาผ่านกระบวนการความร้อน แต่ไม่ใช่การเผานะ มันจะเป็นวิธีพิเศษที่ใช้ออกซิเจนน้อย เพื่อไม่ให้มันเกิดการเผาไหม้ เพราะถ้าหากเผาไหม้จะเกิดควันดำที่เป็นมลพิษ หลังจากนั้นก็จะได้ออกมาเป็นผงสีดำ ๆ เรียกว่าไบโอชาร์ โดยปกติเกษตรกรจะนำเอาไปใส่ในดินเพราะตัวไบโอชาร์มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น และที่สำคัญคือมันสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในตัวของมันได้ด้วย
หมายความว่า 1-2 บาทที่ทุกคนบริจาคในทุกรอบที่ใช้บริการไม่ได้สูญเปล่าและสูญหายไปไหน แต่ไปช่วยสร้างอิมแพคให้กับโครงการสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลายเป็นทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น

สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
พลังงานเป็นหัวข้อหลัก ๆ ที่โลกต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เราทราบกันดีว่าพลังงานฟอสซิลเป็นตัวการใหญ่ที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ธุรกิจที่มีเรื่องของโลจิสติกส์เข้ามาเกี่ยวข้องจึงมองว่าการลดจุดนี้เป็นส่วนสำคัญ
Grab มีแคมเปญที่สนับสนุนคนขับให้ใช้ EV ทั้งรูปแบบการเช่าหรือจะซื้อขาดก็ดี โดยทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งหลัก ๆ สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญให้คนเปลี่ยนแน่นอนว่าคือเรื่องเงิน แคมเปญของ Grab ก็จะเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ เป็นการทำให้คนที่ต้องการเข้าถึงการใช้ EV ได้ง่ายขึ้น คือมีนโยบายให้ผ่อนดาวน์ 0% ได้ และมีระบบในผ่อนจ่ายเป็นรายวัน เพื่อคลายความกังวล และช่วยให้บริหารเงินได้คล่องขึ้น
โดยปีที่ผ่านมา Grab ได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 128,000 ตัน ทั่วภูมิภาค จากการที่สนับสนุนให้คนเปลี่ยนมาใช้รถ EV ในการให้บริการ
ในประเทศไทยตอนนี้มี EV ให้บริการแล้วกว่า 10,000 คันในระบบ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นว่าในการใช้บริการ Grab จะมีปุ่มให้กดเลือก EV Rides ด้วย ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำหรับใครที่อยากช่วยโลก ลดการสร้างมลพิษทางอากาศ เมื่อเรากดปุ่มนี้แล้ว ระบบก็จะหารถ EV ที่ใกล้เราที่สุดมาให้
บางประเทศในบางพื้นที่ที่มีจำนวนรถและสถานีชาร์จมากพอ เขาจะมีโซน EV Rides Only หรือให้บริการเฉพาะรถไฟฟ้าเท่านั้นด้วย

Saver Delivery: รอได้ ไม่รีบ
เชื่อว่าตอนมีฟีเจอร์นี้แรก ๆ ทุกคนอาจจะตั้งคำถามกับสิ่งนี้ บ้างอาจจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่ประทับใจ แต่ในแง่ของสิ่งแวดล้อม SAVER Delivery เป็นส่วนช่วยให้เราประหยัดพลังงานและลดมลพิษจากการขนส่งลงไปได้มาก
ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด แม้จะดูเป็นอะไร ๆ ง่าย แค่การที่เราเลือกรอรับอาหารแบบ ไม่ต้องรีบให้เขามาส่ง ระบบจะทำการคำนวณระยะทางและเส้นทางที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด รวมเอา Order ที่อยู่ในบริเวรใกล้เคียงกัน นำไปส่งให้ User แต่ละคนที่สั่งและอยู่บริเวรใกล้เคียงกัน เอาจริง ๆ พอมาเขียนแบบนี้ก็มองเห็นถึงความยากในการเซ็ตระบบขึ้นมาเหมือนกันนะ
ชวนให้คิดง่าย ๆ แบบนี้ว่า มันก็เหมือนกับเราขึ้นรถ BTS หรือ Carpool นั่นแหละ แทนที่ 4 คนที่ไปทางเดียวกันจะขึ้นรถคนละคัน ก็กลายเป็น 4 คนขึ้นรถคันเดียวกันเพื่อไปทางเดียวกัน แต่ลงคนละที่เท่านั้นเอง ซึ่งผลลัพท์ก็คือฟีเจอร์ที่ดูธรรมดา ๆ แค่นี้ ก็ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไปได้แล้วกว่า 62,000 ตันทั่วภูมิภาค
รอบหน้าถ้าไม่รีบ ไม่หิวท้องกริ่ว ก็แนะนำให้เลือกเป็น SAVER Delivery กันนะ รอไปชิว ๆ แล้วก็ช่วยโลกได้ด้วย
ไม่รับช้อนส้อม
เชื่อว่าคงมีหลายคนที่อยากจะบ่นว่า “กดแล้ว ร้านก็ยังให้อยู่ดี” ซึ่งเราเข้าใจดีเพราะเราก็เป็นผู้ใช้งานเหมือนกัน จริง ๆ ตัวแอพตั้งเป็นค่า Default ไว้อยู่แล้วให้เราไม่กดรับ คือตอนนี้ถ้าเราอยากได้เราต้องกดว่าเราจะเอาช้อนส้อม
ย้อนกลับมาที่เรื่องกดไม่รับแล้วร้านยังให้ เพื่อให้แฟร์ก็ต้องบอกว่ามีบางร้านที่เขาก็ไม่ให้มาเหมือนกัน เลยจะชวนคิดแบบนี้ว่า ไม่ว่าร้านจะให้หรือไม่ให้ ส่วนที่สำคัญคือเราในฐานะผู้บริโภค หากเรามี Default ในชีวิตประจำวันไปเลยว่าเราจะไม่รับหรือลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวซ้ำให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะกินข้างนอกหรือสั่งมา เพราะเรารู้และเข้าใจแล้วว่าการลดพลาสติกคือการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบได้ และเราเชื่อว่าผู้ประกอบการก็จะปรับความเคยชินของตัวเอง จากที่เคยให้หลอดให้ถุงตลอดเวลา กลายเป็นเมื่อเห็นแล้วว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการ เขาก็จะไม่ยื่นให้เราโดยอัตโนมัติแต่เป็นการถามเราแทนว่าเราอยากได้ไหม
แล้วการลดไม่รับช้อนส้อม มองผิวเผินอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จากสถิติที่ Grab รวบรวมมาในรายงาน ปีที่แล้วมีคนกดไม่รับไม่ทั้งหมดกว่า 929 ล้านชิ้นทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะมาก ๆ นะ
การปฏิเสธไม่รับเท่ากับการลดปริมาณขยะพลาสติก เพราะส่วนใหญ่แล้วร้านค้าก็จะให้ช้อนส้อมที่เป็นพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (ไม่น่ามีใครให้ช้อนส้อมสแตนเลสนะ) ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนก็เห็นว่าปัญหาพลาสติกนั้นใหญ่ขนาดไหน ไหนจะมีเรื่องไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนตามสถานที่ต่าง ๆ หรือในอาหารที่เรากินเข้าไปก็พบไมโครพลาสติกแล้ว สิ่งเหล่านี้มันจะวนมาส่งผลกระทบต่อเราได้ในอนาคต
จุดนี้เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับ Grab เลยทีเดียว เพราะธุรกิจเดลิเวอรี่มันเต็มไปด้วยแพ็กเกจจิ้ง การจะควบคุมได้ต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับร้านค้า รวมถึงสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้บริการ และมากไปกว่านั้นก็ต้องอาศัยมาตรการจากภาครัฐด้วย แต่ก็เชื่อว่า Grab จะมีแคมเปญในอนาคตหรือแรงจูงใจอื่น ๆ ที่สนับสนุนให้ร้านค้าลดปริมาณพลาสติก หรือเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นมาทดแทน
จริง ๆ ในตอนนี้ที่คนก็เริ่มที่จะตระหนักเรื่องพวกนี้มากขึ้น เราก็เริ่มเห็นร้านค้าที่ใช้เป็นกระดาษแทนพลาสติก ใช้เศษกระดาษแทนโฟมหรือบับเบิ้ลในการกันกระแทกก็มี อย่างร้านอาหารก็แทนที่จะแยกช้อนส้อมเป็นคนละแพ็กเกจ ก็เอาที่มันรวมมาในแพ็กเกจเดียว คือเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นการพยายามที่จะลดแล้ว เป็นการเริ่มต้นที่ไปเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้นในอนาคต
แต่ก็ใช่ว่า Grab จะอาศัยแค่การกดไม่รับช้อนส้อมกันอย่างเดียว เขามีการร่วมกับพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมในการรวบรวมขยะรีไซเคิลไปจัดการต่อให้ถูกต้องด้วย โดยในปีที่ผ่านมาเขาเก็บรวบรวมขยะรีไซเคิลไปได้ 384,519 ชิ้น ซึ่งเราหวังว่าตัวเลขนี้จะทวีคูณเพิ่มขึ้นในปีนี้

ปลูกฝังจิตสำนึกภายในองค์กร ให้พนักงานเข้าใจไม่ใช่บังคับ
Grab มีการส่งเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานผ่านกิจกรรม GrabForGood ซึ่งที่สำคัญคือมีการทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งมาในแนวคิด ‘From Waste to Wow’ เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียบรู้แนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ให้เห็นว่า ‘ขยะ’ สามารถกลายเป็น ‘ทรัพยากรที่มีค่า’ ได้ หากเรามองมันใหม่ คิดกับมันใหม่ และจัดการมันให้ถูกวิธี
ในปีนี้จะร่วมกับกลุ่ม Paklad Zero Waste ชุมชนปากลัด อ.พระประแดง ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบด้านการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลที่ได้ประสิทธิภาพ และยังร่วมกับกลุ่มชื่อว่า ผักDone ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ช่ำชองเรื่องการจัดการขยะอินทีย์ มาแนะนำการเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยหมักด้วยขั้นตอนง่าย ๆ
กิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับพนักงาน เพราะนอกเวลางานแล้วพวกเขาก็จะกลับไปเป็นพลเมืองของสังคมที่จะต้องมีหน้าที่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมและความสะอาดของบ้านเมือง การให้ความรู้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเป็นการติดอาวุธให้กับทุกคน เพื่อที่เขาอาจจะนำไปปฏิบัติหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขาได้ในอนาคต
เป็นการขจัดความไม่รู้ของพนักงานออกไป เมื่อเขารู้วิธีการจัดการขยะที่ดีที่ถูกต้องแล้ว วันที่เขาจะลงมือทำ ก็จะได้ย้อนกลับมาที่ชุดความรู้นี้ได้