วันเด็กแห่งชาติ ในปีนี้ขอพูดถึงเด็ก Gen Beta ที่เกิดระหว่างปี 2025-2039 ซึ่งจะเติบโตมาในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี AI รวมถึงความท้าทายของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งโลกของเราได้สิ้นสุด ‘ยุคโลกร้อน’ (Global Warming) และกำลังเข้าสู่ ‘ยุคโลกเดือด’ (Global Boiling) ตามคำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำถามต่อไปว่า แล้วในยุคที่เด็ก Gen Beta เติบโตขึ้น โลกใบนี้ของเราจะเป็นอย่างไร?
จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ภายในปี 2040 อุณหภูมิโลกจะสูงถึง 1.5 องศาเซลเซียส โดยหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส แนวปะการังเขตร้อน 70-90% จะถูกทำลาย และหากเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสแนวปะการังเกือบทั้งหมดจะหมดไป แปลว่าเด็กรุ่นต่อไปอาจจะไม่ได้เห็นปะการังที่สวยงามแบบที่เราเห็น
หรือแม้จะควบคุมอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นถึงแค่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็ยังยับยั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยังจะเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นอย่างที่ “ไม่เคยมีมาก่อนในบันทึกประวัติศาสตร์”
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าก่อนปี 2050 ขั้วโลกเหนือจะไร้น้ำแข็งในช่วงเดือนกันยายนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง รวมถึงภายในปี 2100 เหตุการณ์ระดับน้ำทะเลสุดขั้วรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในร้อยปี จะเกิดขึ้นอย่างน้อยปีละครั้ง และมีแนวโน้มการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค
ขณะเดียวกัน รายงานเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของยูนิเซฟ ในปี 2022 ระบุว่า เด็ก 559 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนถี่ขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.02 พันล้านคนภายในปี 2050 รวมถึงเด็กทุกคนในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้นและยาวนานขึ้นหากไม่มีการดำเนินการแก้ปัญหาใด ๆ
โดยตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2035 เด็กใน 10 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช นราธิวาส สุรินทร์ สงขลา บุรีรัมย์ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ โดยที่ผ่านมา มีสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในฤดูฝน และภัยแล้งรุนแรงในฤดูแล้ง
ยูนิเซฟ ประเทศไทย (2024) ชี้ว่า คลื่นความร้อนกำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับเด็ก ๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก เนื่องจากร่างกายของเด็กปรับอุณหภูมิได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ การเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้นและยาวนานขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ของเด็ก เช่น โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยทารกและเด็กเล็กเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนมากที่สุด นอกจากนี้ คลื่นความร้อนและวิกฤตสภาพภูมิอากาศอื่น ๆ ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการพื้นฐานของเด็ก ๆ เช่น บริการทางสุขภาพ การศึกษา หรือการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด
แต่จากข้อมูลของ Pew Research Center เห็นทิศทางที่ดีของคน Gen Y 71% และ Gen Z 67% ที่มีความคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในอนาคต
สอดคล้องกับผลสำรวจในวารสารการแพทย์ The Lancet ซึ่งสัมภาษณ์ผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาสภาวะโลกร้อน ระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอายุระหว่าง 16 ถึง 25 ปี รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ว่ามีผลกระทบทางลบต่อชีวิตประจำวันของตนอย่างชัดเจน
เกรตา ธันเบิร์ก เยาวชน Gen Z นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังจากสวีเดน ที่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เธออายุได้ 8 ขวบ และวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ก็ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเธอด้วย เคยกล่าวไว้ว่า “เด็กอย่างพวกเราไม่น่าจะต้องออกมาทำอะไรแบบนี้ แต่เมื่อไม่มีใครทำอะไรเลย และอนาคตของพวกเรากำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเราต้องเดินหน้าทำสิ่งนี้ต่อไป เพราะเราต้องการความหวังและความฝันของพวกเรากลับคืนมา ฉันอยากบอกหลานๆ ของฉันว่าพวกเราทำทุกวิถีทางแล้ว และเราทำเพื่อพวกเขา เพื่อคนรุ่นต่อๆไป”
สิปโปทัย เกตุจินดา เยาวชน Gen Z หนึ่งในคณะผู้แทนไทยในการประชุม COP29 กล่าวว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่เด็กและเยาวชนต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุดในระยะยาว เราจึงต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และต้องการให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนให้เยาวชนเป็นผู้นำโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อปกป้องอนาคตของพวกเรา”
โดยในการประชุม COP29 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวถึงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย เพื่อการบรรลุ NDC 2030 ซึ่งคาดว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 43% จากเป้าหมาย 30-40% รวมถึงการเร่งผลักดัน “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยคาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2026 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
ถึงแม้เราจะยังไม่รู้ว่าตอนนั้น โลกที่เด็ก Gen Beta อยู่ในอนาคต หรืออีก 25 ปีข้างหน้าจะหน้าตาเป็นอย่างที่คาดการณ์หรือไม่ แต่ตอนนี้พวกเรา ทั้งรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย (Baby Boomers) ลุง ป้า (Gen X) และพ่อแม่ (Gen Y-Gen Z) รวมถึง พี่ๆ (Gen Alpha) ต่างมีส่วนสำคัญในการช่วยกันรักษาสภาพภูมิอากาศที่ดีให้ไปจนถึงยุคนั้นได้
ที่มา:
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/90411
https://www.bbc.com/news/science-environment-58130705
https://www.springnews.co.th/keep-the…/environment/846560
https://www.unicef.org/…/coldest-year-rest-of-their…
https://www.thelancet.com/…/PIIS2542-5196(21…/fulltext