ภูเขาน้ำแข็งลอยขวางปิดเส้นทางเพนกวิน จนลูกๆมันที่รออาหาร หิวตายกว่าหมื่นตัว

อีกครั้งที่ฝีมือมนุษย์เปลี่ยน ‘บ้าน’ ของเพนกวินขั้วโลก และยิ่งกว่านั้นคือการคร่าชีวิตลูกมันนับหมื่น

ภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ได้เคลื่อนตัวมาปิดกั้นเส้นทางระหว่างพื้นที่เพาะเลี้ยงกับทะเล ทำให้พ่อแม่เพนกวินจักรพรรดิ (Emperor Penguin) ไม่สามารถเดินทางไปหาปลาเพื่อกลับมาป้อนลูกได้ตามปกติ ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของลูกเพนกวินลดลงกว่า 70% จากประมาณ 21,000 ตัวในปีก่อนเหลือเพียงราว 6,700 ตัวเท่านั้น หายไปถึง 14,000 ตัว

ตามรายงานของทีมวิจัยที่นำโดย ดร. Jeong-hoon Kim จากสถาบันวิจัยขั้วโลกเกาหลี (KOPRI) ได้เผยให้เห็นว่าเพนกวินในอาณานิคมเกาะโคลแมน (Coulman Island) ในทะเลรอสส์ (Ross Sea) ซึ่งเป็นแหล่งผสมพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคแอนตาร์กติกาว่ามีจำนวนลดลง 70% ทำให้มีลูกเพนกวินลดลงจาก 21,000 ตัวในปีที่แล้วเหลือเพียง 6,700 ตัวในฤดูกาลนี้

การวิเคราะห์จากดาวเทียมชี้ให้เห็นว่าสาเหตุสำคัญนั้นมาจากภูเขาแข็งที่ทอดยาว 14 กิโลเมตร ซึ่งหลุดออกมาจากหิ้งน้ำแข็งหนาเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ได้ลอยไปปะทะกับเกาะโคลแมน ซึ่งกีดขวางเส้นทางของเพนกวิน ทำให้แม่เพนกวินที่ออกไปหาอาหารส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับเข้ามาได้

ภูเขาน้ำแข็งกลายเป็นกับดักลวง โดยด้านที่หันไปทางทะเลมีความลาดเอียงเล็กน้อยซึ่งทำให้เพนกวินแม้ขึ้นมาอย่างง่ายดาย แต่เมื่อพวกมันขึ้นไปถึงยอดก็พบว่าตัวเองติดอยู่กับหน้าผาสูงชันจนไม่สามารถลงไปยังอาณานิคมด้านล่างเพื่อให้อาหารลูกน้อยได้

“แนวทางเข้าหาทะเลของภูเขาน้ำแข็งมีความลาดเอียงเล็กน้อย ทำให้สามารถเข้าถึงได้ แต่ขอบที่หันหน้าไปทางพื้นที่ผสมพันธุ์ก่อให้เกิดหน้าผาสูงชัน” ดร. Kim อธิบาย “บรรดาแม่ ๆ ที่เดินตามเส้นทางปกติของพวกมัน จู่ ๆ ก็ต้องเจอกับอุปสรรคที่ผ่านไม่ได้นี้”

เพนกวินจักรพรรดิที่ถูกขวางโดยหน้าผาสูงชันของภูเขาน้ำแข็ง ทำให้มันไม่สามารถลงมาได้ (Photo: KOPRI)

ภาพถ่ายจากโดรนได้เผยให้เห็นภาพเพนกวินที่ยืนอยู่อย่างสิ้นหวัง พวกมันหลายร้อยตัวยืนรวมกันที่หน้าผา เดินไปมาอย่างกระวนกระวาย พร้อมกับมูลจำนวนมากซึ่งชี้ว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว และสำหรับพ่อกับลูกที่รออยู่ นี่คือสถานการณ์ที่น่าหดหู่

“ตัวผู้จะต้องอยู่รอดเพื่อให้แน่ใจว่ามีโอกาสผสมพันธุ์ในอนาคต” ดร. Kim กล่าว “มีความเป็นไปได้สูงว่าท้ายที่สุดแล้ว พวกมันจะถูกบังคับให้ละทิ้งลูกเพนกวินแล้วลงสู่มหาสมุทร เนื่องจากไม่สามารถอดทนต่อความอดอยากได้อีกต่อไป”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสำคัญของวงจรการผสมพันธุ์ ภายใต้สภาวะปกติ ตัวเมียจะออกไปหาอาหารในทะเลหลังจากวางไข่ในเดือนมิถุนายน โดยปล่อยให้ตัวผู้กกไข่ การอยู่รอดของลูกนกขึ้นอยู่กับการที่แม่นกกลับมาในอีก 70-80 วันต่อมาเพื่อนำอาหารมื้อแรกมาให้

แต่กับดักธรรมชาติก้อนน้ำแข็งขนาดประมาณ 5,000 สนามฟุตบอลนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเพนกวินโดยตรง มีลูกเพนกวินจำนวนมากเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถกลับมาเลี้ยงได้ตามรอบปกติ โดยเฉพาะตัวผู้ที่เฝ้าไข่ต้องอดอาหารนานกว่า 70 วันอยู่แล้ว การที่ตัวเมียยิ่งติดอยู่เช่นนั้นและไม่มีอาหารกลับมาจึงทำให้มันเสี่ยงต่อการหมดแรงและต้องละทิ้งลูกเพื่อกลับไปทะเล

นักวิจัยประเมินว่ามีลูกเพนกวินราว 30% ที่ได้รับอาหารซึ่งมาจากแม่ที่เดินทางมาจากทางอื่น ๆ โดยรวมแล้วมีลูกเพนกวินตายไปประมาณ 14,000 ตัว ทำให้เพนกวินถูกผลักไปยังสุดขอบเหวของการสูญพันธุ์

KOPRI วางแผนที่จะยื่นข้อค้นพบเหล่านี้ไปยังองค์กรระหว่างประเทศในปีหน้า รวมถึงคณะกรรมการเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในทะเลแอนตาร์กติก (CCAMLR) เพื่อกำหนดให้จักรพรรดิเพนกวินเป็น ‘ชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ (SPS)’

“หายนะครั้งนี้ตอกย้ำถึงอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดระบบนิเวศแอนตาร์กติก” ดร. Hyoung-chul Shin ประธาน KOPRI กล่าว “เราวางแผนที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามดาวเทียมและการสำรวจภาคสนามในช่วงฤดูผสมพันธุ์หน้า และดำเนินการตรวจสอบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสภาพแวดล้อมที่เปราะบางนี้ต่อไป”

ที่มา

https://www.popsci.com/environment/iceberg-traps-penguins-antarctica

Credit