บรรยากาศใกล้วันเลือกตั้งชี้ชะตาอนาคตประเทศใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ท่ามกลางปัญหาภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นและเยอะขึ้นอย่างหนักหน่วงในปี 2568 ที่ผ่านมา น้ำท่วมจึงไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล หากแต่เป็นบททดสอบความสามารถของรัฐไทยในการ “ปรับตัว” ต่อสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนไป

ซึ่งหากลองเกาะติดหลายเวทีอภิปรายช่วงนี้ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องน้ำท่วมหรือการแก้ปัญหาภัยพิบัติถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในหลายพรรคการเมืองใหญ่ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจทั้งการพูดถึงบทบาทของธรรมชาติเข้ามาช่วย โดยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ หรือโครงสร้างการจัดการลุ่มน้ำตามรายพื้นที่ และการรับมือกับภัยพิบัติ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้คาดการณ์ ทำข้อมูล และแจ้งเตือนได้ละเอียดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
✱ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวางระบบแก้ปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น โดยเฉพาะการมุ่งเน้นพัฒนาข้อมูล “ระดับน้ำเรียลไทม์” เพื่อนำไปสู่การรับมือวางแผนได้
✱ การเยียวยาฟื้นฟูด้านการเงิน มี 3 พรรคใหญ่ที่กล่าวถึงคือประชาชน เพื่อไทย และภูมิใจไทย ซึ่งมีนโยบายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง พรรคประชาชนชดเชยเยียวยา 3,000 บาท/เดือน ตลอดช่วงน้ำท่วม และมีค่าเสียโอกาสเกษตรกรรม 1,000 บาท/เดือน/ไร่ , พรรคเพื่อไทย ทำสัญญาจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรที่โดนท่วมขังหากต้องเป็นที่รับน้ำ และภูมิใจไทย ตั้ง ‘กองทุนภัยพิบัติ’ เมื่อเกิดน้ำท่วม รับชดเชย 100,000 บาท
✱ ในแง่การปรับเชิงโครงสร้าง มี 2 พรรคที่ระบุคือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรับจากการทำงานแบ่งตามหน่วยงานเป็นการแบ่งตามพื้นที่ลุ่มน้ำ (Basin-based Management) ซึ่งของพรรคประชาชนระบุเพิ่มเติมถึงการจัดสรรงบประมาณจัดการน้ำที่จะเปลี่ยนจากแบ่งตามหน่วยงานเป็นแบ่งตามลุ่มน้ำแทน
✱ การฟื้นฟูต้นน้ำ มีระบุในนโยบาย 2 พรรค คือ ประชาชนและเพื่อไทย ปชน. ระบุถึงการปลูกและคุ้มครองป่าต้นน้ำ ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน , เพื่อไทย ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม แนวกันตะกอน รวมถึงพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำธรรมชาติ เช่น แก่ง–ลำห้วย–พื้นที่ชะลอน้ำ เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่ดินฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
สังเวียนเลือกตั้ง 69 พรรคไหนสัญญาอะไรเรื่อง ‘แก้น้ำท่วม’ บ้าง?

Photo: พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
เน้นเยียวยาฟื้นฟูชุมชนทั้งด้านการเงินและสร้างความเข้มแข็งระยะยาว รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างการบริหารน้ำ
1) ตั้งรับ-ปรับตัว Climate change ระยะยาว
✱ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ: เน้นแนวคิดการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation: EbA) ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการฟื้นฟูและคุ้มครองป่าต้นน้ำ , ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ , ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไม่จำเป็น
✱ การจัดการพื้นที่: วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง: เช่น การกำหนดพื้นที่สงวนเป็นพื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียว, กำหนดให้มีระยะถอยร่นจากลำน้ำ, คงไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด เพื่อเป็นพื้นที่กันชน
2) ลงทุนปีละ 60,000 ล้าน ปฏิรูปการจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ
✱ ใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลและการจัดการน้ำ: ใช้ Lidar และโดรนผิวน้ำสำรวจพื้นใต้น้ำ , ลงทุนระบบประตูน้ำอัตโนมัติ , ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ช่วยตัดสินใจในการบริหาร , ลงทุนในระบบฐานข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ , เทคโนโลยีพยากรณ์น้ำในระดับพื้นที่ (GIS) เพื่อให้ข้อมูลการใช้น้ำและคาดการณ์
✱ ปฏิรูปการจัดการลุ่มน้ำให้มีเอกภาพ: เสริมอำนาจ สทนช. (Streamlining Authority) ให้เป็น “องค์กรกำกับดูแลและสั่งการน้ำแห่งชาติ” ที่มีอำนาจหลัก , ปรับการบริหารและจัดงบประมาณที่แบ่งอำนาจตามหน่วยงานเป็นการแบ่งตามพื้นที่ลุ่มน้ำ (Basin-based Management) จัดงบประมาณและแบ่งอำนาจตามลุ่มน้ำแทนแบ่งตามหน่วยงานอย่างที่เคยเป็น
3) ยุทธศาสตร์รับมือน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำ
✱ ระบบชดเชย ฟื้นฟูเศรษฐกิจและอาชีพ: จ่ายค่าเสียโอกาสทุ่งรับน้ำเป็นรายเดือน 3,000 บาท/เดือน ค่าเสียโอกาสเกษตรกรรม 1,000 บาท/เดือน/ไร่ , พักชำระหนี้/ดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน และให้สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ 0% สำหรับ SMEs และเกษตรกร , หนุนงบดีดบ้านพ้นน้ำ , จ้างงานฟื้นฟูชุมชน
✱ ปฏิรูปโครงสร้างจัดการน้ำลุ่มน้ำ: เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพแม่น้ำเจ้าพระยา (+300 ลบ.ม./วินาที) และแม่น้ำท่าจีน (+100 ลบ.ม./วินาที) พัฒนาระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ จากทุ่งเจ้าเจ็ดสู่ยอดอ่าวไทย (+100 ลบ.ม./วินาที) เร่งผลักดันโครงการทางน้ำหลากฝั่งตะวันออก (ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) เพื่อรับมวลน้ำได้เพิ่มถึง 500-900 ลบ.ม./วินาที , ปฏิรูปจัดการน้ำลุ่มน้ำยม-น่าน , เพิ่มช่องทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำ
4) สร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรนอกเขตชลประทาน 1 ล้านไร่
หนุนงบ 50,000 บาท/ราย ขุดสระ-เจาะบาดาล ติดตั้งโซลาร์เซลล์สูบน้ำ เป้า 1 ล้านไร่ใน 4 ปี ใช้ดาวเทียมคุมโปร่งใส เพื่อเกษตรไทยพ้นภัยแล้งและมีความมั่งคั่ง

✱ ฟื้นฟู,จัดการระบบที่ต้นน้ำ: ฟื้นฟู “ระบบกักเก็บน้ำ” และจัดการอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยสู่พื้นที่ท้ายลุ่มน้ำฝายชะลอน้ำ และระบบเก็บกักน้ำบนเขาเพื่อจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ , ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน เพื่อลดการไหลบ่าของน้ำพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำธรรมชาติ เช่น แก่ง–ลำห้วย–พื้นที่ชะลอน้ำ , กระจายน้ำเข้าสู่ดินฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน เพื่อลดการไหลบ่าของน้ำ , โครงการป่าต้นน้ำ สร้างรายได้ (ไม้เศรษฐกิจ) , ทำฝายชะลอน้ำหลายขนาด (small-scale retention) , กระจายน้ำเข้าสู่ดินเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge) เพื่อให้ลุ่มน้ำภาคกลางตอนบนมีน้ำต้นฤดูจัดการลุ่มน้ำแบบรายพื้นที่ (Watershed Management) เพื่อกระจายปริมาณน้ำลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา–ป่าสักอย่างสมดุล
✱ ปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำและกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตร: ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ พื้นที่กักเก็บน้ำเดิม , ลอกคลองส่งน้ำ–สถานีสูบเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำภายในลุ่มน้ำเดียวกัน , ขยายระบบส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid) เชื่อมข้อมูล–รอบการส่งน้ำ
✱ พัฒนาเกษตรน้ำฝน (Rain-fed Upgrade): ทำแหล่งกักน้ำเล็ก-กลาง , บ่อน้ำประจำตำบล โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งบ่อน้ำ” (ตั้งเป้ากักเก็บน้ำ 7,000 ล้าน ลบ.ม.) , เติมน้ำใต้ดินและชั้นน้ำตื้น เพื่อให้พื้นที่พึ่งพาน้ำฝนสามารถปลูกได้ทั้งฤดู , ส่งเสริมเทคโนโลยีใช้น้ำคุ้มค่า เช่น น้ำหยด–พาเลทน้ำ–เซนเซอร์ชลประทาน
✱ หน่วงน้ำ & ป้องกันน้ำท่วมเมืองหลัก: พัฒนาแก้มลิงและจัดระบบพื้นที่หน่วงน้ำอย่างเป็นระบบ , เร่งรัดทางผันน้ำเพื่อการผันน้ำอย่างรวดเร็ว , ศูนย์สั่งการน้ำแห่งชาติ: ระบบพยากรณ์เตือนภัยน้ำ มูลน้ำอัจฉริยะเพื่อให้หน่วยงานและประชาชนรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้จริง , จัดทำแผนจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมรายพื้นที่ เชื่อมกับระบบข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์
✱ เยียวยาพื้นที่รับน้ำ: ทำสัญญาจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรที่โดนท่วมขังอย่างเป็นธรรม หากต้องเป็นที่รับน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้
✱ คุณภาพน้ำ & ฟื้นฟูระบบนิเวศปลายน้ำ: ฟื้นฟูลำน้ำ คลองธรรมชาติ แนวกันตะกอนระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน–นิคมอุตสาหกรรมใช้ข้อมูลคุณภาพน้ำแบบดิจิทัลเพื่อควบคุมมลภาวะ
✱ คุณภาพน้ำดื่ม-ใช้ : น้ำอุปโภคบริโภค — น้ำสะอาดทุกหมู่บ้านอัปเกรดประปาหมู่บ้าน/ชุมชนเมืองให้มีระบบผลิต–ท่อส่ง–สำรอง ที่เสถียรจัดการคุณภาพน้ำประปาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศสำรองแหล่งน้ำดิบท้องถิ่น เพื่อรองรับภัยแล้งและความต้องการเพิ่มขึ้น

✱ ปรับระบบบริหาร: บริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ (Basin-based Management) วางแผนการใช้น้ำ การกักเก็บ และการระบายน้ำในภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้น้ำและการป้องกันน้ำท่วม
✱ ใช้เทคโนโลยียกระดับข้อมูล/การเตือนภัย: ผังน้ำดิจิทัลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เชื่อมข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์วัดระดับน้ำ และข้อมูลฝนแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชนและท้องถิ่นเตรียมรับมือได้ทัน
✱ พิ่มพื้นที่ชะลอน้ำและยกระดับโครงสร้างเมือง: ขยายพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ ควบคู่กับการปรับปรุงคูคลองและระบบระบายน้ำในเมือง ให้รองรับฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
✱ ปรับผังเมืองรองรับน้ำท่วม: กำหนดเขต Floodway อย่างชัดเจน พร้อมมาตรการจูงใจให้ปรับปรุงอาคารและที่อยู่อาศัย เพื่อลดความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

✱ ใช้เทคโนโลยียกระดับข้อมูล: ยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัย , เสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ระดับโลก เพื่อเป็นการบูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงาน , จัดทำผังอย่างละเอียดรายตำบล เพื่อการวางแผนจัดการเมื่อประสบภัย สร้างช่องทางในการส่งต่อข้อมูล
✱ มาตรการเยียวยา: ตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” รัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 ต่อครัวเรือน เมื่อเกิดน้ำท่วม AI จับข้อมูลได้ จะจ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท
จะเห็นได้ว่านโยบายบางชุดเน้นการเยียวยา บ้างก็เน้นโครงสร้างพื้นฐาน บ้างก็เริ่มแตะการปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำ และบางพรรคก็พยายามเชื่อมบทบาทของธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเข้าด้วยกัน
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นจังหวะดีที่จะลองหยุดดูว่า แต่ละพรรคมอง “ภัยพิบัติ” ในแง่มุมไหน เป็นเหตุฉุกเฉินรายปีที่ต้องเร่งเยียวยา แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ หรือมองถึงการเปลี่ยนแปลงยะยาวที่จะทำให้สังคมไทยปรับตัวกับสิ่งนี้ให้เป็น New normal ในสังคม ให้คนอยู่รอด อยู่ได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ชวนมาส่องแนวคิดและนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมและรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงได้อย่างไร