เมรุกรุณา ความตั้งใจของโครงการ “ตายดี” และดีต่อคนที่ยังอยู่ แนวคิดของโครงการที่เริ่มจากความเชื่อว่า ความตายสามารถเป็นเรื่องที่งดงามและมีความหมายได้ ไม่เพียงแค่สำหรับผู้จากไป แต่ยังควรไม่สร้างภาระให้คนข้างหลัง ทั้งกับครอบครัว ชุมชน และวัดที่เป็นสถานที่จัดพิธี จึงเกิดความพยายามออกแบบรูปแบบงานศพที่เรียบง่าย อบอุ่น และเกื้อกูลกันในชุมชน เพื่อให้การจากลาเป็นทั้งการให้เกียรติผู้ล่วงลับ การช่วยเหลือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และการลดภาระต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
อยู่ดี-ตายได้ สร้างได้
ชวนทำมาความรู้จัก ‘เมรุกรุณา เพื่อการตายดี’ โมเดลงานศพรักษ์โลกในเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ต้นแบบการดูแลชุมชนที่มุ่งช่วยเหลือผู้คน แบ่งปันกันและกัน รวมถึงลดการสร้างขยะต้นทางจากงานไว้อาลัย ซึ่งเมรุกรุณานี้ริเริ่มมาจากกลุ่มจิตอาสาเมืองน้ําดําที่จัดการเรื่องการดูแลงานศพผู้ยากไร้มาก่อน จนกระทั่งได้มารู้จักกับ Peaceful Death ทำความเข้าใจเรื่องการตาย การเตรียมตัวก่อนตาย รวมถึงแนวคิดเรื่อง ‘ชุมชนกรุณา’ (compassionate communities) จนทำให้เกิดการต่อยอดไปทีละนิด และมีหลายฝ่ายที่มาร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กลุ่มจิตอาสาเมืองน้ำดำ ผู้นำชุมชน คนในชุมชนทั้ง 41 ชุมชน อสม. และแคร์กิฟเวอร์ ผู้ดูแลผู้สูงวัยในพื้นที่

งานผ่านไป แต่ขยะมากมายเหลือไว้ให้รับผิดชอบ
อย่างที่รู้กันว่า ในงานศพมักมีพวงหรีดและของตกแต่งจำนวนมาก เช่น ดอกไม้ โฟม ไม้ ตะปู วัสดุประดับต่าง ๆ และเมื่อจบงานในแต่ละครั้ง คนที่ต้องรับผิดชอบจัดการขยะเหล่านี้ก็คือพระและเจ้าหน้าที่วัดที่ต้องรับภาระเก็บกวาด และบางครั้งก็จบที่การทิ้งไปเฉย ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
โครงการนี้จึงได้ร่วมมือกับวัด โดยมีการทำ เอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับวัดในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อใช้โมเดล เมรุกรุณา เป็นแนวทางการลดปริมาณขยะจากงานศพ โดยปัจจุบัน ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ มีวัดที่มีเวรเผาศพประมาณ 5 แห่ง และทุกวัดต่างเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะช่วยลดภาระของวัดได้จริง
“วัดก็เห็นด้วยกับเรา ท่านเองก็เห็นปัญหาเรื่องเกี่ยวกับขยะจริงๆ เพราะว่าก่อนที่พวกเราจะทําอย่างนี้ เกิดจากงานศพพี่ชายที่ได้รับพวงหรีดเยอะมากที่มันเป็นดอกไม้แล้วเราต้องมานั่งแกะกันเอง จนเราก็มีความรู้สึกว่า ‘ขยะมันกองพะนึงสูงมากเลย’ แล้วมันก็เป็นภาระของพระ เราก็ไม่อยากให้เป็นภาระของท่านก็เลยเป็นคนเก็บเอาเองแล้วทีนี้เรามานั่งคิดว่า ถ้าเกิดไม่ใช่พวกเราล่ะ ถ้าเกิดเป็นคนอื่นแล้วเขาก็จะทิ้งไว้อย่างนี้ คนที่เก็บก็คือวัดนั่นแหละ”
“ส่วนมากคนรับผิดชอบก็จะเป็นวัด เพราะว่าเจ้าของงานเขาจ่ายเงินให้กับวัดในการเช่าเมรุ เช่าสถานที่แล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจ มันเหมือนเป็นเซอร์วิสที่สถานที่ก็จัดการให้หมด แต่อย่างเราก็มานั่งคิดว่าพระท่านก็มีกิจของท่าน เราก็เลยมาทําตรงนี้ และพยายามปลูกฝังให้คนในชุมชนด้วย เพื่อ 1. ลดภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่ระลึก ของประดับ หรือดอกไม้ในงาน 2. ลดภาระเรื่องของขยะที่พระท่านต้องมานั่งกําจัดเอง”
ไอเดียการจัดงานศพแบบใหม่ เปลี่ยนจากใช้ดอกไม้เป็นการส่งต่อของกิน-ของใช้
โดยปกติแล้ว ของที่ระลึกในงานศพอาจมีต้นทุนประมาณชิ้นละ 3 บาท หากลองคิดเลขคร่าว ๆ ถ้ามีแขก 100 คน ก็อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท หรือถ้ายิ่งก็ว่านั้น 200 คน ก็อยู่ที่ราว 6,000 บาท รวมถึงค่าดอกไม้ประดับหน้าเมรุ หากจัดเองอาจอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท แต่หากจ้างจัดงานก็อาจสูงถึงหลักหมื่นบาท
แต่โมเดลนี้ที่ใช้ในชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก จากประมาณ 6,000 บาท เหลือเพียงประมาณ 4,000 บาท โดย “เมรุกรุณา” นี้สามารถใช้เป็นทั้งของที่ระลึกและใช้ประดับหน้าเมรุ เมื่อจบงาน แขกในงานก็สามารถเก็บกลับไปใช้ประโยชน์ต่อได้


ภาพ: ชุมชนกรุณา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์/FB
ของที่แจกไม่ใช่ของที่ระลึก แต่คือการแบ่งปันซึ่งกันและกัน
เมรุกรุณานี้ นอกจากจะช่วยลดภาระเรื่องการสร้างขยะจากการจัดงานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งจุดประสงค์คือการทำให้ของที่อยู่ในงานนี้ถูกส่งต่อให้กับคนข้างหลังเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยช่วงแรก ของที่ใช้ในงานจะเป็นของอุปโภคบริโภคที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน
แต่ต่อมา ชุมชนก็ได้มีแนวคิดต่อยอดไปอีกว่า ของที่นำมาใช้และแจกในงานนั้นควรมี ผัก ผลไม้ หรือของจากชุมชนด้วย เพื่อเป็นการอุดหนุนแต่ตอบแทนรายได้ให้กลับคืนสู่คนในชุมชนด้วยกันเอง เช่น ผักสด ผลไม้ ต้นกะเพรา ต้นพริก ฯลฯ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กับพี่น้องในชุมชนด้วย ซึ่งผักผลไม้เหล่านี้จะเอาไปประกอบอาหารเลยทันที หรือบางคนจะนำไปปลูกต่อที่บ้านก็ย่อมได้


คนหนึ่งจากไป แต่ยังส่องไฟต่อให้กับคนที่ยังอยู่
เรื่องราวหนึ่งที่พี่ ๆ ได้แชร์ให้ฟังคือ หลังจากได้มีการจัดเมรุกรุณาก็มีเสียงจากคนที่มาร่วมงาน ยืนยันกับพวกเขาว่า สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับชีวิจริง ๆ ในยามที่มีเงินเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยและอาจไม่ด้มีสภาพคล่องทางการเงินมากนัก
“สิ่งหนึ่งที่มันประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ วันนั้นเราจัดเมรุกรุณาแบบนี้แหละ มีทั้งมาม่า ปลากระป๋อง แล้วก็มีคนที่ไปร่วมงานเขาเอามาม่า ปลากระป๋อง กลับบ้านไป หลังจากนั้นเขาก็ส่งข้อความเข้ามาที่เพจเทศบาลบอกว่าขอบคุณที่มีเมรุกรุณาแบบนี้ที่ทําให้เขาอยู่ได้จนถึงสิ้นเดือน เพราะว่าเขาเหลือเงินอยู่เท่านี้ ก็ไม่รู้จะทํายังไงให้ถึงสิ้นเดือน แต่พอได้มาม่ากับปลากระป๋องมาก็ทําให้เค้าอยู่ได้อีก 3 วัน จนถึงสิ้นเดือนเลยค่ะ”


ภาพ: ชุมชนกรุณา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์/FB
คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าของเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของใครก็เป็นได้ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงสร้างนโยบายอะไรที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับแรก แต่สามารถเริ่มจากการลงมือทำของเราได้
ก่อนหน้านี้ ชุมชนกรุณาเมืองกาฬสินธุ์ ยังได้รับ รางวัลธรรมาภิบาล (Good Governance) ระดับชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่ทำให้เห็นการจัดการของผู้คนในชุมชนที่ดีเยี่ยมและการปรับเปลี่ยนประเพณี วัฒนธรรมให้เข้ากับยุคสมัยและบริบทที่ไม่เหมือนเดิม