ใจกลางประเทศไทย มองไปทางไหนก็มีแต่รถติด คงจะดีถ้ามีทริปฮีลใจที่พาเราไปส่องวิถีชีวิตริมน้ำที่ยากจะพบในกรุงเทพมหานคร ณ “ชุมชนบางมด” ชุมชนที่ได้ยินเสียงแตรเรือแทนแตรรถยนต์
สัมผัสชีวิตริมคลองที่เหลือไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ
ขณะพูดคุยกัน เราได้เห็นชาวบ้านขับเรือผ่านไปผ่านมา พร้อมๆ กับมอเตอร์ไซค์เดลิเวอรี่ที่ขับซอกแซกริมสองฝั่งคลอง จากวัดพุทธบูชาเรือแล่นผ่านศิลปะฝาผนัง มีทั้งงานเซรามิกชิ้นเล็กๆ ที่เรียงต่อกันเป็นภาพสวยงามกับกำแพงหลากสี จุดเช็คอินสำหรับคนที่แพลนจะสำรวจคลองบางมดด้วยจักรยาน


งานอาร์ตพวกนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนที่เริ่มพัฒนาพร้อมๆ กับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ชอบมาล่าปลาชะโด นั่นก็เพราะบริเวณบางมดบางขุนเทียนเป็นหนึ่งในไม่กี่ในกรุงเทพฯ ที่ยังคงมีพื้นที่สีเขียวที่คอยกักเก็บความหลากหลายทางธรรมชาติ ช่วงปลายน้ำที่ไหลไปบรรจบกับทะเลอ่าวไทยก็มีนกกว่า 50 สายพันธุ์ เป็นที่มาของกิจกรรมดูนก

ทว่า สำหรับคนไทยอย่างเรา ๆ ภาพของผู้คนที่ชีวิตขึ้นอยู่กับกระแสน้ำคงจะน่าสนใจมากกว่า วิถีชุมชนที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ทั้งการเดินทางและการทำมาหากิน เริ่มกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ แต่ที่ริมสองฝั่งคลองจะมีบ้านคนตั้งอยู่เรียงราย ถ้าบ้านในเมืองมีโรงรถ คลองบางมดก็มีโรงจอดเรือ จึงไม่แปลกใจนักหากจะเห็นอู่ซ่อมเรือกับร้านขายอะไหล่หลังแล่นเรือไปสักพัก


แถวนี้ยังมีร้านขายของชำที่ไม่ค่อยเหลือในเขตเมืองใหญ่เช่นกัน แต่ที่เห็นจะน่าสนใจคงจะเป็นร้านกาแฟกับเวิร์คช็อปที่ได้ยินว่าชาวบ้านเพิ่งหันมาเปิดกันหลังมีนักท่องเที่ยวในชุมชนบางมดมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนที่นี่ต้องหย่อนตัวลงเรือทุกครั้งที่หิวข้าวเพราะมีระบบเดลิเวอรี่จากสองมือด้วยการใช้รอกส่งสินค้าข้ามลำคลอง ถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นชาวบ้านใช้รอกด้วยตาตัวเองก็ได้นะ!

กิจกรรมโดนใจสายอาร์ต
แวะหยิบเก้าอี้มาเติมในเรือจากบ้านลุงโบ๋หรือ “บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์” กันสักหน่อย แต่ถ้าใครที่มานั่งเรือตามโปรแกรมในช่วงปกติก็น่าจะได้แวะบ้านหลังนี้เช่นกัน ลุงโบ๋เป็นคนแรกๆ ในชุมชนที่เชื่อว่าเรือไฟฟ้าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของที่นี่ได้ จึงร่วมมือกับมจธ. จนเอาเรือยนต์มาเล่นแร่แปรธาตุเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ



ที่นี่ยังมีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวิร์คช็อปงานฝีมือหรือบริการเช่าเรือคายักไปสำรวจละแวกบ้านตามกระแสน้ำ หรือที่คนแถวนี้เรียกกันเล่นๆ ว่า “อะเมซอนเมืองไทย”

พาส่องวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตนเอง
ก่อนแดดจะร่มลมจะตก เราพักเติมพลังกันที่ SAFETist Farm ชุมชนยั่งยืนจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการแหล่งอาหารที่ปลอดภัยสำหรับคนเมือง
“ถ้าเราพึ่งพากันมันก็จะสามารถอยู่ด้วยกันได้” พี่จอย หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าว
ใน SAFETist Farm มีทรัพยากรน้ำ อาหาร และพลังงานเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ตามจุดมุ่งหมายที่อยากสร้างชุมชนที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ที่นี่ยังเปิดให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งผู้อื่นด้วยการผลิตอาหารจัดการขยะ เอาของเหลือไปทำเป็นปุ๋ย รวมถึงเอาผักปลอดสารพิษในฟาร์มไปสร้างรายได้จาก “ครอบครัวตะกร้าผัก” ระบบสมาชิกสำหรับแจกจ่ายผักสลัดและพืชพื้นถิ่นนอกสายตาที่คนส่วนมากไม่เคยลิ้มลอง

ความมุ่งมั่นในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนและการรื้อฟื้นคลองบางมด ทำให้ชาว SAFETist ผูกโยงชาวบ้านกับนักท่องเที่ยวเอาไว้ด้วยกัน แน่นอนว่าทุกคนสามารถเดินกินลมชมวิวหรือปั่นจักรยานตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำได้ตามใจชอบ แต่สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับชุมชนบางมดแบบชิลๆ ก็สามารถติดต่อ SAFETist Farm สำหรับบริการเรือไฟฟ้าได้ พี่ๆ ในฟาร์มจะช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวตามความสนใจของคนแต่ละกลุ่ม จะสายอาร์ตหรือสายลุยก็ปรับให้ตรงใจได้ทั้งหมด

วัตถุดิบส่วนมากของอาหารในมื้อนี้มาจากในฟาร์มแทบทั้งหมด ทั้งไข่ เนื้อไก่ รวมใบชบาเมเปิลที่มีรสอมเปรี้ยว ที่นี่ยังมีพืชที่แปลกตาอีกหลายชนิด แต่ส่วนมาก็เป็นผักสวนครัวที่รับประทานได้ทั้งนั้น ผืชผักที่นี่ปลูกกันแบบไร้สารพิษ โดยจะปลูกพืชที่ไล่แมลงได้สลับแซมกันไป

น้ำมะพร้าวหวานฉ่ำจากสวนป้าดา
หลังทานข้าวกลางวัน เรามีโอกาสลองวาฟเฟิลมะพร้าวผสมใบชบาเมเปิลที่เพิ่งอบร้อนๆ แต่เอ๊ะ มองไปมองมาก็ไม่เห็นว่าในฟาร์มจะมีมะพร้าวสักต้น เราเลยสอบถามพี่จอย หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองนี้ จนได้ความว่า หากมีนักท่องเที่ยว ฟาร์มจะติดต่อ “ป้าดา” เจ้าของสวนมะพร้าวบ้านใกล้เรือนเคียง หมุดหมายแห่งสุดท้ายในทริปของเรา เพื่อเอามะพร้าวสดๆ จากสวนมารับแขก
สวนมะพร้าวของป้าดาตั้งอยู่ริมคลอง ไม่มีถนนตัดผ่าน จะว่าไปบ้านหลายหลังที่เราเห็นก็ต้องอาศัยระบบคมนาคมทางน้ำในการเข้าถึง ระหว่างทางไป เราก็เจอเพื่อนร่วมคลองมากมายที่เดินทางด้วยเรือหางยาวและเรือพาย เชื่อว่าคงเป็นภาพที่เห็นได้ไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ
แต่ก่อนสวนมะพร้าวแห่งนี้มีแต่ต้นส้ม แต่การปลูกส้มบางมดต้องใช้น้ำคุณภาพสูง บางคนถึงกับต้องดำลงไปทดสอบคุณภาพน้ำเพื่อจะได้รู้ว่าจะถูกใจพืชชนิดนี้หรือไม่ แต่พอน้ำทะเลหนุนขึ้นมาบ่อยเข้า ชาวไร่ก็ดูแลไม่ไหว บ้างก็ขายที่ไปทำโกดัง บ้างก็หันไปทำบ่อกุ้งกับบ่อปลา ส่วนป้าดาที่วิ่งเล่นข้างลำคลองมาตั้งแต่เด็กและยังอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ก็หันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมกับเลี้ยงปลาแทน

ก่อนจะเดินลอดอุโมงค์ทางมะพร้าว ป้าดาชวนเราดูปลาในบ่อปิด เธอเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ ปล่อยให้ปลาหาอาหารกินเอง ต่างจากฟาร์มปลาที่อยู่ถัดออกไปที่เราเห็นกังหันน้ำตีน้ำจนฟองฟุ้ง ป้าดาอธิบายว่าบ่อนั้นมีปลาเยอะ ถ้าไม่เอากังหันมาเพิ่มคุณภาพน้ำ ปลาจะขาดออกซิเจน
แม้ต้นมะพร้าวที่นี่จะค่อนข้างเตี้ยแต่น้ำมะพร้าวกลับมีรสหวานชื่นใจ ตอนแรกเรายังแอบสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นมะพร้าว ป้าดาบอกว่าพืชชนิดอื่นสู้น้ำเค็มไม่ไหว จะมีก็แต่มะพร้าวที่จะได้รสหวานขึ้นเมื่อเจอน้ำเค็ม พวกเราได้ลิ้มรสน้ำมะพร้าวที่เฉาะสดๆ ด้วยหลอดจากต้นอ้อ ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมคนที่นี่ถึงหันมาปลูกมะพร้าวกันมากขึ้น

ไม่ใช่แค่เกษตรกร แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ต้องปรับตัวตามระดับน้ำที่ผันผวนตามสภาพอากาศเช่นกัน ยิ่งในปีนี้มีภัยจากเอลนีโญมาเยือน ฝนก็ยิ่งตกน้อยลง พอน้ำลด ขยะก็ผุด นับเป็นภัยจากมนุษย์ที่ทำให้เรือเดินยาก การใช้ประตูกั้นคลองควบคุมระดับน้ำจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยช่วยการสัญจรทางเรือ
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านหลายคนจึงหันมาผลักดันการท่องเที่ยว หาวิธีใหม่มากระจายรายได้เข้าชุมชน

เขตแดนระหว่างกรุงเทพฯ – สมุทรปราการ ระหว่างทางไปสวนป้าดา
ในอนาคตเราอาจได้เห็นเรือไฟฟ้าทั่วผืนน้ำเมืองไทย?
ก่อนเรือจะสตาร์ทในทริปนี้ เราได้พูดคุยกับ รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน KMUTT และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ด้วยกระแสยานยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง บวกกับเสียงและกลิ่นควันของเครื่องยนต์เรือ คนในชุมชนกับหน่วยงานจากมหาวิทยาลัยจึงร่วมมือกันพัฒนาเครื่องยนต์ในเรือเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า โดยเรือต้นแบบที่เราเห็นอยู่นี้จะนำมาใช้กับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ และใช้ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่เหลืออยู่ไม่กี่ที่ในเมืองกรุงเป็นตัวชูโรง
“สิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งก็คือเราก็ควรจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย” รศ. ดร.ยศพงษ์ เล่าว่าชุมชนบางมดกับ มจธ. ก็เหมือนกับเพื่อนร่วมรั้ว ถ้าอยากจะพัฒนามหาวิทยาลัย ก็ต้องพาเพื่อนบ้านอย่างชุมชนข้างคลองก้าวหน้าไปด้วยกัน

กระนั้น การจะเห็นเรือไฟฟ้าแล่นเต็มคลองยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะมอเตอร์กับแบตเตอร์รีของเรือไฟฟ้ายังคงมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าเรือน้ำมัน จึงอาจเป็นเหตุให้ชาวบ้านหลายคนยังคงใช้วิธีสุดคลาสสิกในการสัญจร แต่เมื่อเทียบกับในระยะยาวการลงทุนติดตั้งระบบใหม่ให้กับเรือก็อาจจะคุ้มราคากว่า โดยเฉพาะในยุคที่โลกพลังงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อีกทั้งยังมีความพยายามในการใช้แบตเตอร์รี่มือสองมาลดต้นทุน
รศ.ดร.ยศพงษ์ อธิบายว่าหากอยากให้ชาวบ้านใช้เรือไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ก็ต้องพัฒนาราคาให้จับต้องได้ รวมถึงอาจมีการสร้างสถานีชาร์จสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนเดินเรือ ส่วนเรื่องราคาแบตเตอร์รี อันที่จริงก็สามารถใช้แบตเตอร์รีมือสองจากรถยนต์ไฟฟ้าได้เพื่อเป็นการลดต้นทุนรูปแบบหนึ่ง
“เรามองว่าเราทำงานกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้เขาเป็นตัวคูณที่จะไปทำงานกับชุมชนหรือชาวบ้าน” รศ. ดร.ยศพงษ์ เอ่ย โชคดีที่วิสาหกิจชุมชนของที่นี่มีความเข้มแข็งมาก เป็นแรงผลักดันที่ทำให้โครงการไปต่อได้ มจธ. คาดหวังว่าองค์กรชาวบ้านจะเป็นตัวแทนต่อยอดโปรเจกต์เรือไฟฟ้า กระจายองค์ความรู้ให้กับเจ้าของเรือหางยาวในละแวกคลอง

วิถีแบบเรือมอเตอร์ปกติที่ยังมีให้เห็นทั่วไปซึ่งยังคงมีเสียงดังและมลพิษควัน


แผนการนี้ก็ดูจะประสบความสำเร็จ เพราะทุกวันนี้ก็มีคนจากนอกชุมชนมาเข้าร่วมอบรมเรื่องเรือไฟฟ้าเช่นกัน ไม่ว่าจะจากตราด กาญจนบุรี หรืออัมพวา แน่นอนว่าหากภาครัฐหันมาสนับสนุน เข้ามาช่วยลดต้นทุน เราคงได้เห็นเรือไฟฟ้าในประเทศไทยกันมากขึ้น
นับเป็นเรื่องดีที่ชาวบางมดยังช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม และยังสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อยู่
จนเราสามารถพูดได้ว่าที่นี่เป็นวิถีชีวิตแบบคนริมคลองไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่
สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวที่นี่ก็สามารถนั่งรถเมล์มาลงถนนประชาอุทิศเพื่อต่อรถกระป๊อมาลงที่วัดพุทธบูชาได้เลย อาจจะฟังดูหลายต่อหน่อย แต่ถ้าได้มารับลมชมทิวทัศน์ สัมผัสบรรยากาศคลองที่ยากจะหาได้ในกรุงเทพฯ แล้ว ก็รับรองว่าคุ้มเหนื่อยแน่นอน