ดาบวิชัย เจ้าของฉายา ’คนบ้าปลูกต้นไม้’ ที่ปลูกต้นไม้ในศรีสะเกษกว่า 3 ล้านต้นตลอด 30 ปี
เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ดาบวิชัยได้ใช้วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นวันเริ่มต้นการปลูกต้นไม้ของทุกปีตลอดมา โดยครั้งหนึ่งพ่อดาบวิชัยให้เหตุผลไว้ว่าที่เลือกปลูกต้นตาลเป็นหลักนั้นก็เพราะเป็นผลไม้เลื่องชื่อในจังหวัดและเป็นผลไม้เศรษฐกิจ การปลูกต้นตาลนี้จึงหวังว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ด้วย
ดาบวิชัยริเริ่มการปลูกต้นไม้ด้วยสองมือมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ทุกเช้าและหลังเลิกงานของวัน ดาบวิชัยจะขับจักรยานยนต์ ตระเวนปลูกต้นไม้ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอปรางค์กู่ สำหรับสายตาของชาวบ้านทั่วไปก็มองว่าเขาเป็น “คนบ้าปลูกต้นไม้” แต่ด้วยความบ้านี่เองที่ทำให้ต้นไม้ยังงอกงาม และกลายเป็นความร่มเย็นเรียงรายบนสองข้างทางถนน
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2541 การปลูกต้นไม้ของเขาเริ่มเป็นผล และดาบวิชัยได้เสนอแนะให้มีโครงการรณรงค์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรณรงค์ปลูกต้นยางนา ต้นตาล ต้นคูน และ รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม จนอำเภอปรางค์กู่กลายเป็นอำเภอที่อุดมสมบูรณ์ จนในเวลาถัดมา ความตั้งใจของเขาได้ออกดอกออกผล ประชาคมอำเภอปรางค์กู่ทั้ง 10 ตำบลมีมติเห็นชอบให้ระบุชื่อโครงการเหล่านี้ลงในคำขวัญของอำเภอว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”
ชาวบ้านเองก็ได้มีการนำต้นตาลมาต่อยอดสร้างมูลค่า อาทิ ไม้กวาดจากใยตาล บ้านไฮน้อย ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ ที่นำต้นตาลมาแปรรูปเป็นสินค้าสร้างรายได้

‘ต้นไม้’ มรดกสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้โลก
เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดศรีสะเกษอนุมัติเปลี่ยนชื่อถนนต้นตาล สายอุทุมพรพิสัย-ปรางค์กู่ เป็น “ถนนต้นตาลดาบวิชัย” เพื่อเป็นเกียรติแก่ร้อยตำรวจตรีวิชัย สุริยุทธ หรือ ‘ดาบวิชัย‘ เจ้าของฉายา ’คนบ้าปลูกต้นไม้’ ผู้ปลูกต้นตาลและต้นไม้อื่น ๆ กว่าสามล้านต้น จนทำให้พื้นที่แห้งแล้งในจังหวัดศรีสะเกษกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์
ก่อนจากไป พ่อดาบวิชัยได้กล่าวเอาไว้ว่า
“ผมว่าโลกของวัตถุเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้นแหละครับ ความสุขที่แท้จริง ก็อยู่กับธรรมชาติ และรู้จักเคารพธรรมชาติ .. ต้นไม้นี่ผมจะต้องปลูกไปเรื่อย ๆ ปลูกจนกว่าจะตาย”
“แม้ผมจากไป แต่ต้นไม้ยังอยู่”

ถึงดาบวิชัยจะจากไปแล้วด้วยวัย 77 ปี แต่ต้นไม้ที่เคยปลูกไว้ยังคงเติบโตจนปัจจุบัน นอกจากความสวยงามของต้นตาลที่ดาบวิชัยได้ปลูกไว้ ปัจจุบันยังเป็นประโยชน์ต่อรุ่นลูกหลานให้ได้ในไปใช้ประโยชน์ และปัจจุบัน ชาวบ้านยังคงมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ทุกปีเพื่อเป็นการต่อยอดและไม่ให้ความตั้งใจที่เกิดขึ้นมาเสียเปล่า

พระไพศาล วิสาโล ประธานกรรมการมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ (มตธ.) ได้กล่าวไว้อาลัยถึงการจากไปของดาบวิชัยว่า
“หวังว่าท่านจากไปอย่างสงบ และไปสู่สุคติ สวรรค์ชั้นฟ้าที่ท่านสถิตเชื่อว่าจะมีต้นไม้อุดมร่มรื่น”
ครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์ เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๖๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ได้เผยแพร่เรื่อง ‘หัวอกต้นไม้’ ที่นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ได้เคยบันทึกไว้
“ฉันเกิดมาน้อยใจในชีวิต หรือเป็นเพราะพรหมลิขิตให้อับเฉา
กำเนิดในโลกาชะตาเรา ได้แต่เอ็นดูเขาเราบรรลัย
ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง มนุษย์สัตว์ได้พึ่งและอาศัย
เป็นโอสถรักษาโรคาภัย อีกทั้งให้เยื่อใยห่มห่อตน
ฉันเป็นแหล่งอาหารอันล้ำเลิศ เลี้ยงชีวิตท่านแต่เกิดไม่เคยบ่น
ให้ประโยชน์สารพัดแก่สัตว์ คน สร้างแหล่งน้ำเรียกฝนให้ร่มเงา
ถ้าสมควรตัดฉันไปใช้คุ้มค่า ฉันก็ไม่เคยว่าพวกโง่เขลา
ถ้าตัดไปไม่คุ้มค่าป่าบางเบา ช่างโง่เง่าสิ้นคิดสร้างพิษภัย
อันประโยชน์ต่างๆ ทางตรงอ้อม ชีวิตฉันนั้นพร้อมยอมพลีให้
แต่เมื่อพวกท่านตัดฉันไป โปรดเลี้ยงดูลูกฉันให้เติบใหญ่แทน
ช่วยกันปลูกลูกฉันไว้ให้โตใหญ่ แล้วดูแลต่อไปด้วยหวงแหน
หากตัดลูกปลูกหลานฉันมาแทน โลกเนืองแน่นด้วยแมกไม้จึงหายตรม
หากพวกฉันสูญสลายไปจากโลก ความวิบัติวิปโยคคงทับถม
ไร้ที่อยู่ไร้หยูกยาพาตรอมตรม อีกอาหารเครื่องนุ่งห่มหาไหนกัน
หากจะคิดทำลายฉันนั้นจงคิด เพราะฉันคือชีวิตของพวกท่าน
จะโค่น ถาก ถางป่า หรือเผา ฟัน ก็เหมือนฆ่าชีวิตท่านเช่นกันเอย”