เมื่อ 2 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้หารือประเด็นร่าง พรบ.อากาศสะอาด ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา ซึ่งผลโหวตออกมามีมติเสียงข้างมาก 414 เสียง ต่อ 2 เสียง ที่ไม่เห็นด้วยต่อฉบับแก้ไขนี้ มีผลให้ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกัน 20 คน เพื่อมาพิจารณาปรับแก้ใหม่อีกครั้ง
[ เหตุใด 414 เสียงไม่เห็นด้วยต่อกับร่างอากาศสะอาดของสว.? ]
มีหลายกลไกสำคัญที่ถูกตัดออกและปรับเปลี่ยนจนทำให้หัวใจสำคัญหายไป เช่น การกระจายอำนาจแก้ปัญหา, การใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย, สัดส่วนคณะทำงานที่ไม่สมดุล ฯลฯ เช่น
โครงสร้างอำนาจถูกรวมเข้าศูนย์กลาง ตัดอำนาจท้องถิ่น
ในร่างฉบับแก้ได้ปรับให้ ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ เป็นประธานกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากเดิมที่เคยกำหนดเป็นอำนาจนายกอบจ. ซึ่งก็อาจวนไปที่ปัญหาเดิมเมื่อผู้ว่าฯ มาจากการแต่งตั้งของส่วนกลางในตำแหน่งเพียงไม่กี่ปีอาจทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความเข้าใจเหมือนคนพื้นที่
ระบบ #ฝากไว้ได้คืน ถูกตัดออก
ระบบ “ฝากไว้ได้คืน” (Deposit-Refund System) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ประกอบการล่วงหน้า และคืนเงินให้เมื่อมีการนำบรรจุภัณฑ์หรือซากสินค้ากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล/ไม่เผา แต่ในร่างของสว. กลับตัดออกทั้งมาตรา ทั้งที่มาตรานี้มีเป้าหมายจูงใจและลดปัญหาพวกสารเคมีเกษตร, ซาก e-waste, บรรจุภัณฑ์อันตราย
สัดส่วนตัวแทน เพิ่มภาคธุรกิจ
ให้ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” และ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” เข้าไปนั่งในคณะกรรมการอากาศสะอาดทุกระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ, ระดับจังหวัด, คณะกรรมการวิชาการ ทั้งที่ก็มีสัดส่วนคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนอยู่แล้ว ซึ่งอาจเกิดเรื่องผลผระโยชน์ทับซ้อนได้
ลดโทษปรับผู้ปล่อยมลพิษจากสูงสุด 50 ล้าน เหลือไม่เกิน 5 ล้าน
ปรับแก้ในมาตรา 231 บทลงโทษทางอาญาสำหรับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษภาคอุตสาหกรรม โดยหากผู้ใดกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาทระบายสารมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ “ไม่เกิน 5 ล้านบาท” จากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 50 ล้านบาท
รวมถึงในวรรคสอง กรณีที่เจ้าพนักงานสั่งการแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือกระทำความผิดซ้ำในพื้นที่มลพิษวิกฤต โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และสว.ปรับลดโทษขั้นสูงจากเดิม 100 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ทำให้บทลงโทษสุ่มเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย และไม่สามารถป้องปรามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้จริง
ลดทอนกลไกจัดการมลพิษข้ามแดน
ในมาตรา 130 ที่เดิม สส. ได้ระบุหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐไว้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า หากเกิดมลพิษข้ามแดนให้เร่งใช้ “มาตรการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาระหว่างประเทศ การใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต และความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกหรือมีพันธกรณี” แต่ สว. ตัดออกกว้าง ๆ เหลือเพียง “ดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดำเนินการตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่สามารถนำไปบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติ
ตัดสิทธิประชาชนร้องขอศาลคุ้มครองชั่วคราว-ดำเนินคดีแบบกลุ่ม : สว.ตัดมาตรา 11 เรื่องสิทธิของประชาชนในการขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินจากศาลปกครอง และสิทธิในการดำเนินคดีแทนกลุ่มขององค์กรเอกชนออก โดยอ้างว่า ลดความซ้ำซ้อน เพราะพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมีกลไกนี้อยู่แล้ว ทั้งที่จริงควรมีการรับรองสิทธิของประชาชนเอาไว้เพื่อเข้าถึงการฟ้องร้องปกป้องตัวเองได้
[ 414 เสียง ไม่เห็นด้วยกับร่างฯ นี้ แล้วไปไหนต่อ? ]
หลังจากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบการแก้ไขของวุฒิสภา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดจึงต้องเข้าสู่ขั้นตอน คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา 20 คน เพื่อพิจารณาใหม่ โดยที่ประชุมสภาฯ ได้มีการเสนอชื่อกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภา จำนวน 20 คน ได้แก่ อนุรักษ์ จุรีมาศ, พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์, ชวลิต แสงอุทัย จากพรรคภูมิใจไทย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์, สฤณี อาชวานันทกุล จากพรรคประชาชน รวี เล็กอุทัย, จักรพล ตั้งสุทธิธรรม จากพรรคเพื่อไทย เพ็ญภัค รัตนคำฟู จากพรรคกล้าธรรม และการดี เลียวไพโรจน์ จาก พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาอีก 10 คน เมื่อกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จแล้วให้เสนอต่อทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบด้วย ก็นำสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบให้ยับยั้งร่างกฎหมายนั้นไว้ก่อน ซึ่ง ส.ส. อาจยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้หลัง 180 วัน โดยอาจยืนยันร่างเดิม หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาก็ได้
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/p/1BjnjZ9kUX