การเผาตามแนวชายแดน ตัวการสำคัญฝุ่นข้ามพรมแดน
จากบทความที่แล้วที่เราชวนดูสถานการณ์จุดร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางที่ประเทศไทยใช้รับมือ และข้อจำกัดที่ประเทศไทยเผชิญในการรับมือฝุ่นข้ามพรมแดน มาบทความนี้เราจะมาดูกันอีกต่อหนึ่งว่าจุดร้อนที่ว่า เกิดจากการเผาอะไร และเรารับมือเรื่องนี้กันอย่างไรอยู่
องค์ประกอบหลัก ๆ ที่ทำให้ภาคเหนือมีสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เข้าขั้นวิกฤตมีด้วยกัน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา และการกระทำของมนุษย์ ซึ่ง 2 ปัจจัยแรกเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมได้ แต่การกระทำของมนุษย์อย่างการ ‘เผาในที่โล่ง’ นี่แหละที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศรุนแรง
หนึ่งในการเผาที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคือการเผาไร่ข้าวโพดที่เกิดขึ้นในแนวพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะที่รัฐฉาน
รัฐฉาน (เมียนมา) มีพื้นที่ติดจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เป็นรัฐที่มีการทำเกษตรกรรมมากสุดของเมียนมา โดยสินค้าที่ส่งออกมายังไทยบ้านเราคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นตัวเลขที่สูงถึงเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านตัน ด้วยลักษณะทางภูมิประเทศของรัฐฉานที่เป็นเขตภูเขาสลับซับซ้อน มีเขตปกครองแต่ละพื้นที่ที่ปกครองกันเอง ทำให้หากคนในพื้นที่จะทำการจุดไฟเผาทำลายตอซังเพื่อให้ง่ายต่อการไถกลบ และปลูกข้าวโพดใหม่ก็จะเป็นการยากที่คนนอกพื้นที่จะเข้าไปควบคุมและสอดส่องได้ ทำให้เกิดเป็นปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนมานานนับ 10 ปี
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไทยนำเข้าจากรัฐฉาน กำลังวนกลับมาทำร้ายคนไทยอีกที
เมื่อเรารู้แบบนี้ มีหรือที่ผู้มีอำนาจระดับประเทศจะไม่รู้ ซึ่งปัจจุบันไทย-เมียนมาก็มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาการเผา ไม่ว่าจะร่วมมือผ่านการแบ่งปันความรู้ การจัดทำฐานข้อมูลจุดเผา หรือแม้แต่เปลี่ยนจากซังที่ต้องเผาและเอาไปทำปู๋ยแทน
ทว่าเราก็ยังพบเห็นการเผาจากรัฐฉานให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะเรายังขาดยาแรงในการรับมือเรื่องนี้ ดังนั้นเมื่อไทยเราจัดการกับต้นตอไฟที่อยู่ฝั่งรัฐฉานไม่ได้ ปัจจุบันเราเลยอาศัยการขอตวามร่วมมือในประเทศแทน
ข่าวความร่วมมือนี้ถูกรายงานตั้งแต่ปี 2568 โดยเป็นข่าวที่กรมการค้าต่างประเทศส่งหนังสือถึงผู้ผลิตอาหารสัตว์ 42 ราย เพื่อขอความร่วมมือในการงดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากผู้ปลูกข้าวโพดที่มีการเผาพื้นที่ ทว่าเราในฐานะประชาชนไม่อาจรู้ได้อย่างแท้จริงว่าผู้ผลิตเจ้าไหนทำตามได้หรือไม่ได้
ยิ่งการขาดซึ่งระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้โดยภาคประชาชน ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เจ้าไหน ๆ ก็ออกมาพูดยืนยันความบริสุทธ์และจริงจังได้ว่าบริษัทตนไม่ได้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกิดจากการเผา
การขาดหายไปซึ่งระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน
ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของกรีนพีซ ประเทศไทย ต่อรัฐบาลว่าไทยเราจำเป็นต้องมีะบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเคร่งครัดและโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานในประเทศและข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรและเนื้อสัตว์ ควบคู่กับการกำหนดให้มีการเอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมผู้ก่อมลพิษหากในห่วงโซ่อุปทานของตนเชื่อมโยงกับการก่อมลพิษทางอากาศ
ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวก็คล้าย ๆ กับที่ปรากฎใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด หมวด 2 มาตราที่ 12 ข้อ 15 ที่ให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อการเก็บข้อมูล หรือแม้แต่มาตรา 27 ที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกขอข้อมูลการปล่อยมลพิษจากผู้ประกอบการได้ ทว่าตอนนี้ พรบ.อากาศสะอาดก็ยังหยุดแน่นิ่งท่ามกลางข่าวลือว่าอาจไม่ได้ไปต่อ
ทางออกของปัญหานี้ ในเมื่อเราไม่สามารถเข้าไปจัดการพื้นที่ที่เป็นต้นตอของปัญหาได้ เราก็จำเป็นต้องจัดการงานในบ้านของตัวเอง ควบคุม ดูแล กวดขันกันในพื้นที่และต้องมีมาตรการควบคุม ตรวจสอบ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่งั้นจะอีกกี่ทศวรรษ ปัญหานี้ก็จะไม่หายไป