กรุงเทพมหานครกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองเห็นถึงความสำคัญของ “กลุ่มรุกขกร” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้ ที่ต้องการวางรากฐานหน้าที่ดังกล่าวเพื่อบริหารจัดการต้นไม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบและยั่งยืนอย่างแท้จริง
ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นการหารือทางวิชาการ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ในการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวของเมืองหลวง
ผู้ว่าฯ กทม. ได้ปรับมุมมองใหม่ว่า “ต้นไม้เปรียบเสมือนพลเมืองของกรุงเทพฯ” ซึ่งหมายความว่าต้นไม้ทุกต้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสมในทุกช่วงวัยของชีวิต
ตั้งแต่วัยอนุบาลคือ การคัดเลือกและขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้อง
วัยเติบโตคือ การตัดแต่งกิ่งตามหลักวิชาการ รวมถึงการล้อมย้ายอย่างปลอดภัย
วัยชราคือ การบำรุงรักษาและฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ให้อยู่รอดและปลอดภัยต่อผู้คน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน กทม. ยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจาก โครงการก่อสร้าง ที่มักทำลายรากหรือโครงสร้างของต้นไม้ รวมถึงปัญหาการขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน ทำให้การดูแลต้นไม้ในแต่ละเขตหรือแต่ละพื้นที่ยังมีคุณภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน
ประเด็นสำคัญอีกประการที่มีการหยิบยกขึ้นมาหารือคือ ภาวะขาดแคลนบุคลากรในสายอาชีพ “รุกขกร” แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศเมือง แต่เนื่องจากการสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพนี้มีความเข้มข้น จึงทำให้มีผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอต่อความต้องการ
กทม. เล็งเห็นว่า อาชีพนี้ควรได้รับการส่งเสริมและจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพราะหากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทักษะของรุกขกรจะไม่เพียงแค่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถ ต่อยอดสร้างรายได้เสริมนอกเวลาราชการ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจชั้นดีที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจและก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้มากยิ่งขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับการทำงาน ที่ประชุมได้ตกผลึกข้อเสนอและแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ผลักดันข้อบัญญัติและกฎระเบียบที่เข้มงวด : ออกกฎหมายบังคับใช้เพื่อรองรับการล้อมย้ายและตัดแต่งต้นไม้ โดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งผู้ดำเนินโครงการจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดูแลต้นไม้ไม่ให้ได้รับผลกระทบ
2. ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพรุกขกร : สนับสนุนให้เกิดการสอบใบประกอบวิชาชีพอย่างแพร่หลาย เพื่อการันตีทักษะความสามารถ และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
3. จัดทำ “คู่มือปฏิบัติงาน” ระดับเมือง : สร้างมาตรฐานการดูแลต้นไม้ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อนำไปบังคับใช้ร่วมกันในทุกสำนักงานเขต
4. ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล : รวบรวมและจัดทำข้อมูลต้นไม้ขนาดใหญ่ ตลอดจนต้นไม้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือนิเวศวิทยาในกรุงเทพฯ เพื่อการดูแลอย่างเป็นระบบ และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้หรือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
5. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือ : จัดหาอุปกรณ์ เทคโนโลยี และปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของรุกขกรให้มีความปลอดภัย ทันสมัย และสอดคล้องกับภารกิจที่ท้าทาย
แผนงานดังกล่าว ผู้ว่าฯ กทม. ได้มอบหมายให้ สำนักสิ่งแวดล้อม เป็นแม่งานหลักในการบูรณาการร่วมกับเครือข่ายรุกขกร โดยกำหนดภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะต้องรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา เพื่อนำไปกำหนดทิศทางการทำงานในระยะต่อไป
การขับเคลื่อนครั้งนี้ของ กทม. ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า กรุงเทพมหานครกำลังเอาจริงเอาจังกับการสร้างเมืองสีเขียว ที่ต้นไม้และมนุษย์สามารถเติบโตและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน