งบประมาณปี 2570 ไม่มีงบแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ปัญหากับยังรุนแรงและขยายวงกว้าง ซ้ำยังพบโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ หวังงบกลางแก้ปัญหา ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ไม่จริงจัง
แก้วิกฤติปลาหมอคางดำ จาก วาระแห่งชาติ ถึงงบประมาณ 0 บาท
ปัญหาปลาหมอคางดำ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประมง ที่นับวันผลกระทบจากเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้ยิ่งทวีความรุนแรง งานวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาเครื่องมือด้านการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI TU) วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินไว้ว่า แค่ตำบลแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม เพียงตำบลเดียว สร้างความเสียหายต่อภาคประมงถึง 131 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นความเสียหายสะสม 10 ปีกว่า 1,000 ล้านบาทต่อหนึ่งตำบล แต่งบประมาณในปี 2570 ของกรมประมงกลับไม่มีคำว่า ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่จะช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้เลย แม้แต่บาทเดียว
ย้อนกลับไปปลายเดือนกรกฎาคม 2567 คณะรัฐมนตรีเคาะแผนใหญ่ ประกาศให้ปลาต่างถิ่นตัวนี้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้านบาท ใช้ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ
ในปีนี้ปัญหาดังกล่าวยังไม่จบสิ้น แต่กลับเพิ่มความรุนแรง ขยายวงกว้างจากเดิม และในการประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลับมีตัวเลขหนึ่งที่ทำเอาหลายคนเงียบ เมื่องบกำจัดปลาหมอคางดำแบบระบุชื่อตรง ๆ ในเอกสารร่างงบประมาณเป็น 0 บาท ซึ่งปีก่อนหน้านี้ งบประมาณปี 2569 ยังตั้งไว้ 1.3 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน หนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตั้งคำถามถึงการหายไปของงบประมาณแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยระบุว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน อ้างอิงงานวิจัย ม.ธรรมศาสตร์ ที่ประเมินว่าปลาหมอคางดำสร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านบาทต่อปีต่อ 1 ตำบล แต่ปัญหานี้กลับไม่มีงบประมาณจากกรมประมงที่ดูแลโดยตรงเลยแม้แต่บาทเดียว
ก่อนหน้านี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ มี.ค. 2568 ณัฐชายังระบุว่ามีประชาชนในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบกว่า 520,000 คน ครอบคลุม 76 อำเภอใน 19 จังหวัด ฟาร์มเพาะเลี้ยง 17,915 แห่ง รวมความเสียหายประเมินไว้ราว 26,432 ล้านบาทต่อปี
ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ชี้แจงข้ออภิปรายดังกล่าวว่า จะขอใช้งบกลางในปีหน้าเพื่อควบคุมปลาหมอคางดำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สรุปคำตอบคือ ต้องใช้งบกลางจากจังหวัดนั้น ๆ ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และกรมประมงต้องเสนองบประมาณแก่จังหวัดนั้น ๆ
โดยขณะนี้มีเพียงกรุงเทพมหานครที่ใช้งบในส่วนนี้แก้ปัญหาที่เขตบางขุนเทียน ต่อมากรมประมงยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในปี 2570 ได้เสนอคำของบประมาณวงเงิน 19.35 ล้านบาท ภายใต้ ‘โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง’ เพื่อขับเคลื่อน 4 กิจกรรม (ประเมินความชุกชุมในแหล่งน้ำ, ลงแขกลงคลอง, ผลิตและปล่อยสัตว์น้ำผู้ล่า และวิจัยชีวเทคนิค) พูดง่าย ๆ คือเงินยังพอมี แต่ถูกยุบรวมในก้อนใหญ่จนไม่มีบรรทัดที่เขียนชื่อ ‘ปลาหมอคางดำ’ ไว้ตรง ๆ อีกต่อไป
ย้อนกลับไปถึงมติคณะรัฐมนตรีปี 2567 ที่ประกาศให้การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาตินั้น กรอบงบประมาณ 450 ล้านเป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ ที่ให้กรมประมงไปใช้เงินจากงบประจำปีของตัวเองก่อน แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด เปิดเผยผลการตรวจสอบเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า มีการของบประมาณเพื่อดำเนินการในช่วงปี 2567–2568 กว่า 156 ล้านบาท กำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม ปล่อยปลาผู้ล่ากว่า 1.13 ล้านตัว ซึ่งเงินจำนวนนี้ยังน้อยกว่ากรอบ 450 ล้านบาทที่วางไว้มาก
และในรายงานฉบับเดียวกัน กสม. ยังระบุว่า ไม่ปรากฏการขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างเพียงพอ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ไม่สามารถอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
งบ 156 ล้านบาท กับโครงการ ‘ใช้ได้ผล’ และ‘มีไปทำไม’
หากสแกนดูโครงการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ พอเห็นผลเป็นรูปธรรม คือ มาตรการกำจัดและนำไปใช้ประโยชน์ กรมประมงรายงานว่านำปลาที่กำจัดได้ไปผลิตน้ำหมักชีวภาพให้เกษตรกรชาวสวนยางกว่า 4.9 ล้านกิโลกรัม แปรรูปเป็นปลาร้ากว่า 385,000 กิโลกรัม และส่งให้เอกชนผลิตปลาป่นสำหรับอาหารสัตว์กว่า 2 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างปลากะพงขาว เพื่อคุมประชากรตามธรรมชาติ
แต่โครงการที่ผิดฝาผิดตัว ที่ดูแล้วยังไม่มีประสิทธิภาพ ก็มีให้เห็นชัด เช่น เงินกองทุนยางพารา 50 ล้านบาทที่โยกมาเพื่อรับซื้อปลา กิโลละ 15 บาท กลับถึงมือชาวประมงจริงเพียงราว 14 ล้านบาท ส่วนอีก 36 ล้านหายไปกับค่าถัง ค่าขนส่ง และค่าบริหาร ขณะที่ในพื้นที่แพรกหนามแดง ชาวประมงเล่าว่าประกาศ 15 บาท แต่ได้เงินสดจริงเพียง 12 บาท ที่เหลือถูกหักเป็นค่าดำเนินการ
โครงการอย่างการทำหมันปลาหมอคางดำด้วยเทคนิคเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N ซึ่งกรมประมงเพิ่งผลิตปลา 4N สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2568 และยังอยู่ในขั้นทดลองปล่อยในพื้นที่จำลองธรรมชาติ ควรถูกเร่งรัดและอัดงบวิจัยอย่างจริงจัง เพราะเป็นความหวังในการตัดวงจรที่ต้นตอ แต่การวิจัยระดับนี้ไม่ควรฝากไว้ที่กระทรวงเกษตรฯ เพียงลำพัง ควรบูรณาการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่ระบาดเข้ามาร่วมวิจัยและตรวจสอบ ควบคู่กับกระทรวงมหาดไทย ที่ถือกลไกประกาศเขตภัยพิบัติและงบกลางจังหวัด และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหากลไกลในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ความรุนแรงของปัญหาปลาหมอคางดำ ที่ยังคงอยู่
หากดูความรุนแรงของปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ ในเดือนพ.ค. 2569 มีการแพร่ระบาด 21 จังหวัด ขณะที่อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี มีสัดส่วนปลาหมอคางดำสูงถึง 60% ของสัตว์น้ำที่พบทั้งหมด และนี่ไม่ใช่เรื่องในประเทศไทยอย่างเดียว ปลาหมอคางดำสายพันธุ์เดียวกันนี้ถูกยืนยันว่าเป็นชนิดพันธุ์รุกรานถึงมาเลเซีย
สุดท้าย ความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ที่ชัดเจน ทั้งของบริษัทเอกชนผู้ขออนุญาตนำเข้าปลาเมื่อปี 2553 ที่ยังมีคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2,400 ล้านบาทค้างอยู่ที่ศาลแพ่ง และของหน่วยงานรัฐผู้อนุญาตและกำกับดูแล ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ที่ กสม. ย้ำ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขาดทุนซ้ำซาก ระบบนิเวศชายฝั่งที่ถูกเอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานจนปลาพื้นถิ่นแทบสูญพันธุ์ ป่าชายเลนที่เปรียบเป็นมดลูก ของท้องทะเลไทยและเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งประเทศ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปไม่แม้ชื่อในเอกสารงบประมาณทั้งที่มันเป็นปัญหาสำคัญ
เมื่อย้อนกลับไปดูคำมันสัญญาของรัฐบาลในปี 2567 ที่มีคำว่า ‘จบในปี 2570’ ที่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่วันแรก ถ้าไม่มีงบก้อนที่ชัด ไม่มีเขตภัยพิบัติ ไม่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง และไม่มีใครรับผิดชอบ แล้วมันจะ ‘จบ’ สำหรับใครกันแน่ ทั้งที่วันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำยังรุนแรงและไม่มีทีท่าจะจบลง ?
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/p/1LvtREmcgE/
https://www.thaipbs.or.th/news/content/342647
https://www.thaipbs.or.th/news/content/508287
https://www.thaipbs.or.th/news/content/350495
https://prachatai.com/journal/2026/04/116952