ย้อนฟังเสียงผู้ประสบภัย 14 ปี แห่ง ‘ปลาหมอคางดำ’ ในตำบลแพรกหนามแดง สมุทรสงคราม

ปลาหมอคางดำกับความพังทั้งระบบที่ผู้ก่อไม่ได้เป็นผู้จ่าย

โชคดีแค่ไหนที่ “ปิรันย่า” ที่มีแรงกัดคนจนนิ้วขาดไม่ได้ระบาดในไทย 

เพราะแค่ปลาหมอคางดำที่ทั้งไม่กัดและไม่มีพิษ ไทยก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว

บทความฉบับนี้จะพาท่านย้อนอ่านบทสัมภาษณ์กับผู้ประสบภัยจริงยุคบุกเบิก พร้อมสะท้อนปัญหาเรื้อรังในไทยที่เน่าเฟะ ที่เหม็นกว่าปลาตายทั้งข้อง

environman ได้ลงพื้นที่ไปตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่ต้นขั้วแรกของหายนะ ปลาหมอคางดำบุก โดยได้สัมภาษณ์เกษตรกรบ่อกุ้ง 2 ท่าน คือลุงน้อย นายมนัส แก้วพิกุล และลุงแดง นายวัลลภ ขุนเจ๋ง  ผู้ประสบภัยยุคแรกของที่นี่

ลุงน้อยเล่าให้เราฟังว่า ปี 2555 พบปลาปริศนา ที่ปะปนมาในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าคือปลาอะไร จนมารู้ตอนหลังที่มันเริ่มเข้ามาแพร่พันธุ์ในบ่อแบบไม่ได้เชื้อเชิญ แล้วทำให้กุ้งหายไปแทบจะหมดบ่อในเวลาอันรวดเร็ว 

ที่มา: กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์ กรมประมง

เมื่อกุ้งในบ่อที่เริ่มลดลงบวกกับปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ร่อยหรอ ทำชาวบ้านนั่งไม่ติด มีการเรียกร้องกับคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติให้มีการตรวจสอบ

จนภายหลังบริษัทรายใหญ่แห่งหนึ่งได้ออกมายอมรับว่าได้มีการนำปลาเข้ามาจริง และอ้างว่าปลาทั้งหมดถูกกำจัดไปหมดแล้วผ่านการฝังกลบ 

แต่ปลามากกว่า 2,000 ตัว ถูกฝังกลบหมดเลยหรือ?

แล้วปลาหมอคางดำที่แหวกว่ายอยู่ตามแหล่งน้ำในแพรกหนามแดงคืออะไร 

บางปากก็ว่าการฝังกลบก็ส่วนนึง ที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำก็ส่วนหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจริงไม่จริง 

จากปี พ.ศ.2555 ถึง 2569 

กว่าสิบปี กับความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำของชาวบ้าน กับที่ดินแล้วที่ดินเล่าที่ชาวบ้านขายเพื่อปลดหนี้ และการเปลี่ยนรัฐบาล 6 ครั้ง พร้อมความพยายามทวงถามความยุติธรรม

ทว่าปัญหานี้ก็ยังอยู่ มิหนำซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย

แก้ปัญหายังไงให้ไม่หายสักที?

ชาวบ้านได้ใช้หลากหลายวิธีในการพยายามกำจัดปลาหมอคางดำ เฉกเช่นเดียวกับกรมประมงเองที่แนะนำวิธีการกำจัด แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

ที่มา: กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์ กรมประมง

หว่านแห…แต่ลอดไปหมด

ลุงแดงเล่าให้ฟังว่า ทางกรมประมงมีการแจกแหมาให้ เพื่อกำจัด แต่ปัญหาคือ แหสามารถหว่านได้ แต่ไม่สามารถจับฝูงปลาหมอได้ ด้วยความหนักของปลายแหนั้นมีแรงน้อย จับไม่ทันฝูงปลาหมอ ที่ว่ายแรง เร็ว ดุดัน

รวมไปถึงอีกประเด็นคือ ปลาที่มีขนาดเล็กสามารถหนีได้ ส่วนตัวโตเต็มวัยได้หลบไปซ่อนตามคลองสาขาของแม่น้ำ และต่อให้จับออกจากบ่อกุ้ง ก็ยังมีปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ดีที่คอยแพร่พันธุ์อยู่ ทำให้ในบ่อของเกษตรกรระบบเปิดมีปลาหมอคางดำหลุดเข้ามา

มิหนำซ้ำปลาหมอคางดำยังเป็นปลาที่ไม่ได้รับความนิยมเลยไม่มีใครมีแรงจูงใจในการจับไปขายเพราะ

ราคารับซื้อต่ำ เมื่อรัฐบาลรับซื้อก็ตั้งงบมาจำกัด และไม่ได้เปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ปลาที่ใช้เวลาสืบพันธุ์ทุก 20 วันเลยกลับมาโตและระบาดได้อย่างต่อเนื่อง

กรองธรรมชาติ ขาดเงินลงทุน

เรื่องนี้ลุงน้อยเล่าให้เราฟังว่า มีหน่วยงานแนะมาให้เกษตรกรเลี้ยงระบบปิด แต่ต้นทุนค่อนข้างสูง 

เช่นมีบ่อขนาดไม่ได้ใหญ่มากแบ่งที่ดินที่ละสามไร่ มีระบบสูบน้ำเรียงราย ต้องใช้ “เงิน” เท่านั้น วิธีนี้จึงได้ผลดีสำหรับคนมีต้นทุนสูง

ตาสีตาสาส่วนใหญ่เลี้ยงระบบเปิด กรองลำบากเพราะพื้นที่เยอะ บางทีเป็น 50 ไร่

จะให้ใช้ถุงกรองที่มีทั้งตาห่างและตาถี่เวลาเปิดประตูน้ำ ก็ใช้ทั้งเงิน ทรัพยากรคน และเวลาที่สูงมาก ๆ บวกกับตัวอ่อนและไข่ของปลาหมอคางดำมีขนาดเล็กมาก ทำให้พวกมันหลุดเข้ามาแพร่พันธุ์ต่อในบ่อได้อยู่ดี ทำให้ความพยายามอาจไม่เป็นผล กรองยังไงก็เข้า

กากชา ราคาเริ่มสูง

ลุงน้อยเล่าว่า ข้อมูลที่บอกว่ากากชามีสารที่เข้าทำลายเหงือกปลาทำให้ขาดออกซิเจน และตายในที่สุดนั้น ใช้ได้แต่กับปลาหมอคางดำวัยโตแล้วเท่านั้น ปลาเล็กที่ยังไม่มีเหงือกกับไข่ปลาไม่มีผลเลย

พอโรยกากชาไปปลาตัวพ่อก็คายไข่ออกจากปากทำให้ลูกรอด แต่บางหน่วยงานก็ยังยืนยันว่ากากชานั้นใช้ได้ผลจริง

ลุงน้อยบอกว่า หลังจากการแพร่ระบาด ร้านค้าปรับราคากากชาจนสูงโดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาควบคุม แสดงให้เห็นว่ามีชาวเกษตรที่ตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือ การมีพื้นที่แหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการดูแล ปลาหมอคางดำก็อาจกลับมาระบาดได้ 

ส่งผู้ล่า…ไปให้ปลาหมอคางดำกิน


ปลาผู้ล่านั้นจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ต้องเป็นปลาท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ต้องเป็นปลาที่มีประโยชน์ และต้องมีจำนวนมากพอที่จะนำมาใช้กำจัดปลาหมอคางดำ

“ผมมาลองปล่อยดู ก็ช่วยนะ สัก10% แต่ต้องปล่อยตัวใหญ่ไม่งั้นปลาหมอคางดำมันก็กินหมด”

ลุงแดงบอกว่าควรปล่อยขนาดที่เหมาะสม โดยเลือกที่จะปล่อยปลากระพงขาว

ซึ่งวิธีนี้ของรัฐบาลได้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่าไซส์ปลาที่ปล่อยมีขนาดเพียงแค่สองนิ้วตัวเล็กเกินไป กินปลาหมอคางดำที่โตเร็วกว่าตัวใหญ่กว่าไม่ได้ ทำให้เกิดคำถามว่าใครจะกินใครกันแน่

ที่มา: กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์ กรมประมง

อย่าสร้างภาพว่า “มัน” มีประโยชน์ 

ลุงแดงได้เล่าให้ฟังด้วยความอัดอั้นตันใจว่า

“ไม่อยากให้เชิดชูว่าปลาหมอคางดำมีประโยชน์อย่างไร ต้องรีบกำจัด ต้องรีบกำจัดอย่างเดียวเท่านั้น”

จริงอยู่ว่าภายใต้แนวคิดการใช้ประโยชน์จากการสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างนำไปผลิตปุ๋ยหรือแปรรูป

เป็นอาหาร ฟังดูสวยหรู  แต่มันทำได้จริงหรือไม่? 

ในเมื่อปลาหมอคางดำมีราคารับซื้อที่ต่ำมาก โรงงานที่รับซื้อมีน้อย ตัวปลาหมอคางดำที่โตได้แม้แต่ในน้ำสกปรกก็สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค ชาวบ้านก็ไม่สามารถทำผลิตขายเองได้เนื่องจากขาดต้นทุนไปจดทะเบียน 

“หมาผมยังไม่แ_กเลย ปลาหมอคางดำเนี่ย”

เป็นความในใจจากลุงแดง 

อยากจะช็อต ก็ดันโดนรัฐบาลช็อตเสียก่อน

ทีมงาน EVRM มีคำถามกับลุงแดงว่า แบบไหนถึงจะแก้ปัญหาได้ในมุมมองของผู้ประสบภัย

ลุงตอบตอบว่า การใช้ไฟฟ้าช็อตจะสามารถแก้ปัญหาปลาหมอคางดำได้

โดยชาวบ้านบางส่วนเสนอให้ใช้การช็อตไฟฟ้าร่วมกับการปูอวน และใช้กระแสไฟที่ไล่ปลาตัวใหญ่เข้าอวนแต่ก็มากพอสำหรับการกำจัดปลาเล็ก 

ซึ่งเรื่องนี้ลุงแดงก็อยากจะให้มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมานั่งวิจัยจริงจัง เรื่องความแรงของกระแสไฟฟ้า ต้องกี่โวลต์จึงสามารถจัดการแค่ “ปลาหมอคางดำ” ได้เพียงอย่างเดียว และไม่เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำตัวอื่น ๆ ซึ่งก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ให้เข้ามาร่วมวิจัยกับชาวบ้าน

จากวิธีต่าง ๆ ข้างต้นทำให้เห็นว่าการกำจัดปลาหมอคางดำนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องด้วยธรรมชาติของปลาหมอคางดำเองที่ถึกทน แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดในการแก้ปัญหานี้คือความเห็นต่างระหว่างตัวแทนของภาครัฐ ที่ได้ถูกได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหา และชาวบ้านประมงที่เป็นผู้ประสบปัญหาโดยตรง 

ที่คนหนึ่งพยายามแก้ที่ปลายทาง อีกคนอยากให้แก้ที่ต้นทาง โดยที่ทุกฝ่ายยังไม่ได้หันมาคุยกันแบบจริงจัง หรือมาร่วมแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ใช้แค่ “หลักวิชาการ” หรือ “หลักวิชากู” แต่ต้องมาทดลองทำไปด้วยกัน ภายใต้งบประมาณที่สามารถดันเป็นน้ำมันเติมล้อหมุนจนถึงปลายทาง

ส่งท้าย

ณ เวลานี้ที่ปลาหมอคางดำ (อาจจะ)กำลังปรับตัวสู่ทะเลอ่าวไทย ซึ่งหมุดหมายต่อไปของมัน ไม่อาจทราบได้  และในอนาคต (อันสั้น) นี้ อาจะไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่หลายฝ่ายออกมาพูดก็เป็นได้ และเมื่อนั้นเอง….นอกจากแก้ปัญหาในบ้านแล้ว ยังมีปัญหานอกบ้านที่ต้องไปแก้อีก

ประเทศไทยต้องเก็บภาษีประชาชนเท่าไหร่ถึงจะพอ สำหรับเอามาแก้ปัญหาที่ชาวบ้านตาดำๆ ไม่ได้ก่อ 

ตราบใดที่ประเทศไทยยังใช้ความ(อ)ยุติธรรมค้ำจุนชาติ แบ่งพรรคแบ่งพวกและยังเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชน ประโยค  “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” อาจจะไม่สามารถนิยามประเทศไทยได้อีกต่อไป

และเมื่อเวลานั้นมาถึงสัตว์น้ำในมื้ออาหารประจำชาติซึ่งเป็นสิ่งสานต่อภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของประเทศ

ไทยก็คงมีแต่ผู้คนบนหอคอยงาช้างที่ได้รับประทาน ส่วนคนชนชั้นรากหญ้าก็คงได้กินแต่เนื้อปลาราคาถูกอย่างปลาหมอคางดำ!!

Credit

Varitta Sathongdech