เลือกตั้งผู้ว่ากทม 69 : ผู้ว่าฯ คนไหนมีนโยบายแก้น้ำท่วมยังไงบ้าง?

ฝนตกหนักจะทำยังไง แล้วโจทย์ ‘กรุงเทพฯ เสี่ยงจม’ ผู้ว่าฯ จะรับมือยังไงบ้าง?

กรุงเทพฯ กับน้ำดูเหมือนจะเป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ได้ แล้วหนำซ้ำ กรุงเทพฯ ยังถูกจัดเป็นพื้นที่ต้น ๆ ที่จะถูกน้ำท่วม  อ้างอิงจากก่อนหน้านี้ คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบันถึง 1.1 เมตร และ 8 ประเทศในเอเชียอย่าง จีน บังกลาเทศ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วมอย่างหนักในปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 และการคาดการณ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ยังระบุว่า พื้นที่ #หนึ่งในสาม ของกรุงเทพฯ อาจจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดภายใน พ.ศ. 2593

ดังนั้น #น้ำท่วม จึงเป็นวาระสำคัญที่ควรมองระยะยาวถึงการรับมือและปรับตัวของเมือง ไม่ใช่แค่เพียงการตั้งรับในทุก ๆ หน้าฝน

.

ชวนมาดูนโยบายรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ของแคนดิเดตผู้ว่าแต่ละคนกัน

.

✦ นโยบาย #ชัชชาติ : 

1. การพยากรณ์ ใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำปัจจุบันและวางแผนระยะยาว 

2. ทำเมืองให้พร้อมป้องกันน้ำ: อุดรอยรั่วเจ้าพระยา , พัฒนาฝายเก็บน้ำ , ศึกษาแนวทางรับมือน้ำทะเลหนุนระยะยาว 

3. เพิ่มการระบายน้ำ: ผลักดันอุโมงค์น้ำประเวศ,​ พัฒนาคลองสายหลักให้รับและระบายได้เต็มที่ เช่น เขื่อนคลองเปรมประชากร, เขื่อนคลองลาดพร้าว , ดาดท้องคลอง 30 คลองหลัก 

4. จำลองสถานการณ์น้ำท่วมจากน้ำฝนและน้ำหนุน เพื่อวางแผนรับมือระยะยาว

.

✦ นโยบาย #ดรโจ พรรคประชาชน : 

1.พัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วม (Flood Simulation) เทคโนโลยีจำลองสถานการณ์น้ำท่วมเสมือนจริงและส่งสัญญานแจ้งเตือนด้วยระบบ Cell Broadcast แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

2. ลอกท่อให้ครบ 100% ทั่วกรุงเทพฯทุกปี โดยเพิ่มงบประมาณ 300-500 ล้านบาท/ปี และจ้างเอกชนให้มากขึ้น

3. ตรวจสอบประสิทธิภาพลอกคลองด้วยเทคโนโลยี Sonar ที่สามารถวัดความลึกคลองได้

4. เร่งก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณจุดฟันหลอริมแม่น้ำเจ้าพระยา

5. สำรวจและสร้างเขื่อนริมคลองในจุดที่มีปัญหาเพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วม เช่น บริเวณริมคลองเปรมประชากร เป็นต้น พร้อมพัฒนาเส้นทางเดิน/ปั่นจักรยานริมคลองร่วม

6. ทยอยเพิ่มท่อระบายน้ำเสียในพื้นที่ที่มีโรงบำบัดน้ำเสีย แยกออกจากท่อน้ำฝนเพื่อเพิ่มปริมาณระบายและบำบัดน้ำ

.

✦ นโยบาย #มัลลิกา :  

โครงการ AI Flood Radar เชื่อมต่อข้อมูลเรดาร์ตรวจฝน ระบบวัดระดับน้ำ สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทั่วกรุงเทพมหานคร ให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ

.

✦ นโยบาย #หม่อมกร : 

1. เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็น “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) เพื่อให้เมืองสามารถซับน้ำให้ได้เร็วที่สุด
2. พัฒนาระบบใต้ดินโดยสร้างแก้มลิงอัจฉริยะขนาดใหญ่ใต้สวนสาธารณะ หยุดปัญหาน้ำรอระบายบนพื้นผิวจราจร
3. พัฒนาบนดิน โดยเปลี่ยนฟุตบาทและลานจอดรถกลางแจ้ง (เช่น ลานจอดรถหมอชิด) ให้เป็นแก้มลิงที่ซึมซับน้ำได้จริงเพื่อหน่วงน้ำไว้ ช่วยตัด Peak เมื่อฝนตกหนักได้จริง

.

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือนอกจากเรื่องของการ “รับมือ” หน้าฝนในแต่ละวันที่หลายคนพยายามนำเสนอแล้ว เรื่องของการ “รับมือระยะยาว” เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงควบคู่กันไปด้วยในระยะยาว ถึงแม้ว่าผู้ว่าฯ จะดำรงตำแหน่งเพียงแค่ 4 ปีก็ตามแต่ แต่หากช่วยปูระยะให้ต่อยอดได้ในสมัยถัด ๆ ไป ก็จะยิ่งทำให้เมืองมีประสิทธิภาพต่อการรับมือปัญหาน้ำท่วมที่จะรุนแรงขึ้นทุกปีได้มากขึ้น

จากนโยบายของ 4 ผู้สมัครที่เรายกมา มีเพียงนโยบายของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ที่แตะถึงประเด็นการรับมือระยะยาว แต่ก็เป็นการ ‘จำลองสถานการณ์น้ำท่วมจากน้ำฝนและน้ำหนุน’ เพื่อวางแผนรับมือระยะยาว ซึ่งเป็นเหมือนการตั้งหลักรวบรวมฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงระบบ ออกแบบการรับมือในอนาคตให้ได้ตรงจุดมากที่สุด

ขณะที่อีกนโยบายที่น่าสนใจคือ การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟองน้ำ ซับน้ำได้ มีพื้นที่รับน้ำ ของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ซึ่งมีการใช้กันในหลายเมืองทั่วโลก เพราะเมื่อสภาพอากาศยิ่งมีความผันผวน ไม่แน่นอน และสุดขั้วมากขึ้น การทำให้เมือง ‘ยืดหยุ่น’ มากพอเพื่อรับมือทุกสถานการณ์ได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น สวนบางแห่งที่เมื่อน้ำท่วมก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรอระบาย แต่ในฤดูอื่น ๆ ตรงนั้นจะถูกใช้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะให้คนมาใช้งานได้ แต่ทั้งนี้ก็อาจจะต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ เช่น งบประมาณ ระยะเวลาในการสร้าง และพื้นที่ไหนที่จะสามารถทำได้บ้าง

และไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป เรื่องของความร่วมมือในการวางแผนรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในระยะยาวก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งกรุงเทพมหานครและรัฐบาลกลางต้องร่วมกันวางแผนอย่างจริงจัง มองไปไกลยิ่งกว่าการขยายท่อ การเร่งระบาย ฯลฯ ที่อาจจะไม่เพียงพอต่อการรับมือในระยะยาว แต่ต้องครอบคลุมถึงการวางผังเมือง การอนุรักษ์พื้นที่รับน้ำ การจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ และการปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

Credit

Chayanit S.

เป็นคนกรุงเทพฯ ชอบเดินเที่ยวเมือง ฟังเพลงซ้ำ ๆ นั่งโง่ ๆ ดูคนคนใช้ชีวิต :-)