‘พื้นที่ทุ่งรับน้ำ’ ทำไม อยุธยา ฯลฯ ต้องจมน้ำ 4-5 เดือน ทุกปี

มวลน้ำเยอะหรือบริหารแย่? ทำไมภาคกลางยังน้ำท่วมทุกปี

ฤดูน้ำหลาก แทบทุกปีเราจะได้ยินคำว่า “พื้นที่ทุ่งรับน้ำ,ที่ลุ่มรับน้ำ,แก้มลิงรับน้ำ” คำเหล่านี้มาพร้อมกับภาพบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม จมอยู่กับน้ำ บางครั้งยาวนานถึง 3 เดือน โดยที่ได้ยินเสียงของพวกเขาน้อยมากในหน้าสื่อ แต่เคยสงสัยกันมั้ยว่า ทำไมพื้นที่นี้ถึงยังต้องเป็นพื้นที่รับน้ำซ้ำซากทุกปี

ทำไมต้องอยุธยา ? 

คำว่า ‘พื้นที่รับน้ำ’ หากจะย้อนความเป็นมา เราขอเริ่มด้วยคำว่า ‘ลุ่มน้ำภาคกลาง’ ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลัก มีความยาว 372 กิโลเมตร จากจุดต้นสายแม่น้ำจังหวัดนครสวรรค์ เกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำนาน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำภาคเหนือ ไหลลงมาบรรจบกัน และมีแม่น้ำป่าสัก ที่เป็นลุ่มน้ำจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไหลลงมารวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายใหญ่แหล่งรวมมวลน้ำที่จะไหลสู่ทะเลผ่านทั้งหมด 10 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ 

หากเรามองว่า กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค สนามบิน ,รถไฟฟ้า ผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุด และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด ก็คงไม่ปฏิเสธ ทำให้ได้รับงบประมาณมากที่สุดแล้วยังถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรรักษา เพื่อไม่ให้กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมือนดั่งไข่แดงได้รับความเสียหาย แนวคิดการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมจึงเกิดขึ้นมา และต้องหาวิธีการจัดการน้ำเพื่อไม่ให้ไหลเข่ามาสู่กรุงเทพฯ ตามภูมิศาสตร์แบบคอขวดนี้

ภาพ: กรมชลประทาน 

 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือนโยบาย ? 

แนวคิดการทำ ‘พื้นที่ทุ่งรับน้ำ’ จะว่าเกิดจากความตั้งใจก็ยังไม่ถูกเสียทีเดียว เดิมทีพื้นที่ลุ่มเหล่านี้ในฤดูน้ำหลากก็มักจะท่วมและน้ำไหลผ่านอยู่แล้ว แต่เพียงไม่กี่วันก็ลดลง และในอดีตก็เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง แต่ที่เริ่มกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เกิดจากการประกาศแผนการใช้พื้นที่เกษตรกรรมรับน้ำนองหรือกำหนดพื้นที่แก้มลิงในบริเวณเจ้าพระยาตอนล่าง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ.2555 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ.2554 

และอีกแนวคิดต้นแบบมาจากที่ว่าจะใช้พื้นที่อำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่รับน้ำ ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2538 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางในการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยการใช้แก้มลิง (monkey cheek) รับน้ำ โดยพัฒนาโครงการมาต่อเนื่อง 

หากจะดูว่าโดยการนี้เป็นเช่นไร คิดภาพถนนสูงราว 20 เมตรอ้อมพื้นที่ทำนา ทำการเกษตร ให้กลายเป็นทุ่งรับน้ำ ในฤดูน้ำหลากพื้นที่เหล่านั้นจะเต็มไปด้วยน้ำสุดลูกหูลูกตา ต่อด้วยการสร้าง กำแพงกันน้ำ ,ประตูปิดระบายน้ำ ,คูคลองเพื่อให้ทุ่งเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ด้วยงบประมาณหลายหมื่นล้าน

จนถึงปี 2560 รัฐบาลประกาศให้ใช้มาตรการทุ่งรับน้ำนอง 12 ทุ่ง ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างของกรมชลประทานเป็นครั้งแรก ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ‘ทุ่งรับน้ำ’ ต้องจมอยู่กับน้ำท่วมเกือบแทบทุกปี เพื่อรองรับปริมาณน้ำกว่า 2,422 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่ 1.2 ล้านไร่ 

ระยะเวลาน้ำท่วมขังในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา พื้นที่ดังกล่าวต้องจมอยู่ในน้ำไม่ต่ำกว่า 3 เดือน โดยมากสุดในปี 2565 และปี 2567 กินเวลากว่า 5 เดือน นั้นแปลว่าพื้นเกษตรกรรมและบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้น ใช้พื้นที่ไม่ได้ต้องทนทุกข์อยู่กับในน้ำ ขังกว่าครึ่งปี ชาวบ้านกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ไม่มีรายได้ในช่วงนั้น 

ภาพ: GISTDA

ในส่วนของการชดเชยนั้น ในปี 2568 นี้ มีการอนุมัติงบกลาง มีอัตราเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท สำหรับที่อยู่อาศัยประจำน้ำขังเกิน 7 วัน และอีกส่วนได้มากน้อยแล้วแต่ปีนั้น ๆ ตามนโยบายและงบประมาณที่ลงไปช่วยเหลือ เฉลี่ยปีละประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อครอบครัว และพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 4,000 ต่อไร่ หากฟังเสียงคนในพื้นที่เงินชดเชยไม่เพียงพอต่อความยากลำบากที่จะต้องอยู่กับน้ำขังกว่าครึ่งปี ผลผลิตทางเกษตรไม่มีให้เก็บเกี่ยว บางครั้งต้องรอข้าวของจากการบริจาคเพื่อยังชีพ

ในปีนี้‘พื้นที่ทุ่งรับน้ำ’ ต้องแบกรับมวลน้ำที่ท่วมขังมานานกว่า 3 เดือน แล้ว พื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านใช้เพาะปลูกทำมาหากิน กลายเป็นพื้นที่ไม่มีประโยชน์ การชดเชยที่ยังไม่เพียงพอทำให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเสียสละของคนในพื้นที่รับน้ำ เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกที หรือว่าจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญชะตากรรมแบบนี้ไปทุก ๆ ปี.

ที่มา

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช) 

กรมชลประทาน 

กรมประชาสัมพันธ์

สำนักนายกรัฐมนตรี

Rocketmedialab

Hardstories

Credit

Donlawat.S