ลองนึกภาพถึงเช้าวันหนึ่งที่คุณลืมตาขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่เข้าสู่ร่างกายคุณไม่ใช่อากาศสดชื่น แต่เป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่าเส้นผมที่ไหลเข้าปอดทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่แห่งไหน คุณรับมันเข้าไปโดยไม่มีสิทธิเลือก ปอดของคุณไม่มีวันปฏิเสธได้ เพราะนี่คืออากาศในเมืองที่เราอยู่อาศัยทุกเมื่อเชื่อวัน ความหนาแน่นของฝุ่นละออง กลิ่นของสารเคมี ลักษณะการระบายตัวของมลพิษ และแม้กระทั่งความเสี่ยงของผู้คน ล้วนขึ้นอยู่กับ ภูมิศาสตร์ของกิจกรรมมนุษย์ ที่ฝังแน่นอยู่ในแต่ละพื้นที่ เมืองใหญ่เผชิญการสะสมมลพิษจากโครงข่ายของระบบถนน ปริมณฑลของโรงงานรับมลพิษจากปิโตรเคมีและการเผาไหม้เชื้อเพลิงหนัก พื้นที่เหมืองหินและโรงปูนต้องรับฝุ่นแร่ที่ลอยล่องในลม ส่วนเมืองในพื้นที่แอ่งกระทะที่รายล้อมไปด้วยหุบเขาของภาคเหนือ ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นอยู่ทุกปี ปัญหามลพิษในอากาศทั้งหมดนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่เป็นเหมือนวังวนมรสุมที่เกิดขึ้นจากปัญหาที่สลับซับซ้อน สะสมมาอย่างยาวนาน
ภาวะของโรคที่เกิดจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศกำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพมนุษย์ทั่วโลก: การสัมผัสมลพิษทางอากาศถูกประเมินว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหลายล้านรายและการสูญเสียปีสุขภาวะ (Healthy Life Years) จำนวนมากในทุกปี ภาระโรคที่เกิดจากมลพิษทางอากาศในปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพสำคัญระดับโลกอื่น ๆ เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และการสูบบุหรี่ และตอนนี้มลพิษทางอากาศถูกยอมรับว่าเป็น ภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์ที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุด จากถ้อยแถลงของ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 แม้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่จะดีขึ้น แต่ผลกระทบโดยรวมต่อจำนวนผู้เสียชีวิตและปีสุขภาวะที่สูญเสียไปทั่วโลกกลับแทบไม่ได้ลดลงเลยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 สำหรับประเทศไทย รัฐได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและออกแผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการมลพิษทางอากาศในภาพรวม เช่น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง และมีมาตรการสนับสนุนในหลายด้าน ทั้งการติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศ การยกระดับมาตรฐานเชื้อเพลิงและรถยนต์ การควบคุมมลพิษจากโรงงาน ไปจนถึงการจัดระเบียบการใช้ไฟในการเกษตร การมีแผนและกลไกระดับชาติถือเป็นสัญญาณสำคัญของการรับรู้ปัญหาและการเริ่มต้นวางทิศทางร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทว่า คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า กลไกเหล่านี้สามารถผลักดันให้ทุกภาคส่วนขยับไปในทิศทางเดียวกันได้เพียงใด และเพียงพอต่อการจัดการมลพิษที่มีความซับซ้อนหลากหลายแหล่งกำเนิดในไทยหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปอย่างรอบด้าน

พื้นที่เขตเมืองใหญ่ เช่นใน กรุงเทพมหานคร จากงานศึกษาของ Chomsri ChooChuay และคณะ เมื่อปี 2020 พบสัดส่วนของแหล่งกำเนิดหลักค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ไอเสียจากยานพาหนะ คิดเป็น 43.7% การเผาไหม้ชีวมวล 24% ละอองเกลือทะเล 10.5% โรงไฟฟ้า 6.48% และการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรม 4.46% ตามลำดับ ความแตกต่างของสัดส่วนตามฤดูกาลมีไม่มากนัก ยกเว้นการเพิ่มสูงขึ้นของการเผาไหม้ชีวมวลในฤดูแล้ง นอกจากนี้ หลายช่วงที่เกิดหมอกควันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้รับอิทธิพลจากสภาพอุตุนิยมวิทยา โดยจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยอุตุนิยมวิทยาโดยเฉพาะ มวลอากาศเย็นจากจีน (Cold Surge) ส่งผลให้อากาศด้านล่างอุ่นกว่าด้านบน ปิดฝาไม่ให้มลพิษลอยขึ้นไป PM2.5 จึงสะสมเร็วและสูงมาก และพบปรากฏการณ์นี้ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ในช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ปัญหาฝุ่นควันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อประกอบเข้ากับปัจจัยความหนาแน่นของเมือง อาคารสูงที่ปลูกเรียงแถวกันอย่างไร้ช่องลม ถนนที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์มากกว่าคนเดิน อัตราพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือ 7.49 ตารางเมตร (ตร.ม.)/คน (จากสถิติเมื่อปีพ.ศ. 2566) และพื้นที่ปิดทึบจากผิวคอนกรีตที่สะท้อนความร้อนขึ้นสู่ฟ้า เมืองแบบนี้ทำให้ลมไหลเวียนอย่างเชื่องช้า และเมื่อรวมกับความร้อนจากเกาะความร้อนเมือง (Urban Heat island) ก็ทำให้ฝุ่น PM2.5 ค้าง อยู่ในชั้นอากาศได้นานกว่าที่ควรจะเป็น งานวิจัยหลายชิ้น เช่น งานวิจัยของ Chenyu Huang และคณะ (2022) พบว่า รูปทรงและโครงสร้างเมือง (Urban Morphology) มีผลต่อการกระจายตัวของมลพิษทางอากาศในย่านเมืองหนาแน่นมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 ซึ่งไม่ได้กระจายแบบเรียบ ๆ แต่ ถูกปั่น ด้วยรูปทรงอาคาร ถนน และพื้นที่เปิดโล่งรอบตัวเราเหมือนลมไหลตามเขาวงกต เมืองที่อากาศหายใจได้ดี ไม่ใช่แค่มีต้นไม้เยอะ หรือมีพื้นที่สีเขียวในเชิงปริมาณ แต่กลับต้องมีคุณภาพทั้งในแง่ของการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว การกำหนดการออกแบบช่องว่าง พื้นที่ว่างของเมือง เพื่อให้ลม และท้องฟ้าไหลเวียนได้จริง ขณะที่งานการศึกษาของ Anjian Song, Zhenbao Wang, Shihao Li & Xinyi Chen (2025) ที่ทำการศึกษาต่อการตรวจสอบระดับค่า PM2.5 กับการใช้ประโยชน์ที่ดินของเมืองปักกิ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ ได้พบว่า ค่า PM2.5 ไม่ได้เกิดจากการดูแต่เพียงความหนาแน่นของเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพิจารณาถึง ประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use) ประกอบ พื้นที่ลักษณะพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่สวนสาธารณะเมือง พื้นที่ป่าชานเมืองจะช่วยลด PM2.5 ผ่านการดักจับ ลดอุณหภูมิ เพิ่มการหมุนเวียนอากาศได้ดี ขณะที่งานวิจัยของ Robiel Manzueta และคณะ (2024) พบว่านอกเหนือจากการมองเมืองที่ความหนาแน่นหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในรายละเอียดของอาคารต่างๆของเมือง ยังส่งผลกระทบต่อค่าความหนาแน่นของฝุ่น PM 2.5 เพราะอาคารที่เราอยู่กันทุกวัน ก็เป็น ตัวปล่อยฝุ่น แบบไม่รู้ตัว ควันจากการทำอาหาร ฝุ่นจากการทำความสะอาด ควันและไอระเหยจากอาคารจอดรถที่ระบายขึ้นสู่ชั้นบน สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย Volatile Organic Compounds (VOCs) จากการทำความสะอาดอาคาร ทั้งหมดนี้ ออกนอกอาคาร ผ่านท่อระบาย ลม และระบบปรับอากาศกลายเป็นมลพิษในพื้นที่เมือง จะสังเกตเห็นว่านอกเหนือจากฝุ่นที่เกิดจากยานพาหนะหรือจากเมือง แม้แต่ในสเกลอาคารก็ส่งผลต่อปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ

เมื่อมองขึ้นเหนือไปยังล้านนา ปัญหามลพิษกลับมีหน้าตาอีกแบบหนึ่ง เป็นควันและฝุ่นจากภูมิศาสตร์ของการยังชีพและโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขาดทางเลือก ทุกปี ตั้งแต่ปลายฤดูหนาวจนถึงต้นฤดูร้อน ภาคเหนือกลายเป็นเวทีของหมอกควันข้ามพรมแดน ไฟป่าตามไหล่เขา และการเผาไร่หมุนเวียนเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ นี่ไม่ใช่ นิสัยการเผา แต่เป็นระบบเกษตรที่ต้องพึ่งการกำจัดเศษวัสดุรวดเร็ว ราคาถูก และไม่มีเครื่องจักรทดแทน ขณะเดียวกัน พื้นที่ภูเขาของเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนทำให้มลพิษถูกกักอยู่ในอากาศราวกับฝาปิดหม้อ อากาศเย็นในยามค่ำกดชั้นฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน และอากาศร้อนยามกลางวันพัดฝุ่นขึ้นสู่ฟ้าแต่ไม่แรงพอจะผลักมันออกจากแอ่ง ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายเมืองของภาคเหนือมีระดับติดอันดับโลกทุกปี งานวิจัยจำนวนมาก ยังชี้ให้เห็นว่าควันส่วนหนึ่งเดินทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยการพัดพาของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้หมอกควันในภาคเหนือเป็น ปัญหาเชิงภูมิภาค ไม่ใช่แค่ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็น ภูมิทัศน์แห่งมลพิษ ของไทย ผังเมืองและระบบการเดินทางที่ทำให้ฝุ่นสะสมในกรุงเทพฯ อุตสาหกรรมหนักและ VOCs ที่พัดวนอยู่เหนือชุมชนมาบตาพุด ฝุ่นหินที่แฝงซิลิกาลอยเต็มหน้าพระลาน และหมอกควันจากระบบการผลิตทางเกษตรและไฟป่าที่ปกคลุมล้านนา แม้จะอยู่ภายใต้อากาศเดียวกัน แต่แต่ละพื้นที่กลับต้องเผชิญมลพิษที่มีราก เหตุ และผลกระทบต่างกัน บางแห่งคือ ปัญหาที่สร้างโดยอุตสาหกรรม บางแห่งเป็น ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ และบางแห่งคือ ปัญหาเชิงผังเมือง แต่ทั้งหมดมาบรรจบกันบนผืนฟ้าที่เราแบ่งกันหายใจ ทุกวันโดยไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนทางกายภาพ ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า เราจะออกแบบอนาคตแบบไหนให้คนไทยทุกพื้นที่ได้มีสิทธิหายใจโดยไม่ต้องจ่ายราคาที่ไม่ควรจ่ายมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภูมิทัศน์มลพิษที่แตกแขนงเป็นปัญหาย่อยหลายชุด แต่ทั้งหมดถูกผูกเข้าหากันด้วย โครงสร้างการจัดการรัฐ ที่ยังไม่เคยถูกรีดีไซน์ให้รับมือกับวิกฤตอากาศยุคใหม่อย่างแท้จริง ปัญหาฝุ่นควันในไทยไม่เคยเป็นเรื่องของ PM2.5 เพียงตัวเลขเดียว หากเป็นภาพสะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างของระบบเมือง อุตสาหกรรม เกษตร เศรษฐกิจนอกระบบ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างอำนาจของรัฐที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือมลพิษที่กระจายตัวซับซ้อนขนาดนี้ แต่ละภูมิภาคของไทยจึงเต็มไปด้วยฝุ่นพิษในรูปแบบที่แตกต่างกัน กรุงเทพฯ ถูกครอบงำด้วยระบบถนนที่บีบอัด ลมไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขาดการวางแผนเมืองในเชิงปริมาตรเพื่อสร้างมิติการถ่ายเทอากาศของเมือง ขณะที่ยานพาหนะยังเป็นผู้ปล่อยฝุ่นหลักเกือบครึ่งของทั้งหมด เมื่อรวมกับสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ถูกเหนี่ยวโดยมวลอากาศเย็นจากจีนในช่วงฤดูหนาว และการขยายตัวของเมืองที่ลดพื้นที่โล่งอย่างรุนแรง เมืองจึงทำหน้าที่เป็น เครื่องดักจับมลพิษ มากกว่าเป็นพื้นที่ที่อากาศไหลได้อย่างอิสระ ส่วนพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งอย่างมาบตาพุดก็มีโครงสร้างการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ก่อนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ จนเกิดสภาพ เมืองอุตสาหกรรมแบบไร้กันชน ที่ชุมชนตั้งอยู่ติดปล่องโรงงาน เสี่ยงรับ VOCs SO₂ NO₂ และ PM2.5 จากกิจกรรมโรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ โดยระบบควบคุมที่ถูกออกแบบมาให้รับมือกับมลพิษในองค์ ส่วนภาคเหนือปัญหาฝังรากลึกไปด้วยมลพิษที่เกิดจากภูมิศาสตร์ของภาคเกษตรและเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาการเผาเพราะประหยัดต้นทุน รวมถึงหมอกควันข้ามแดนที่เดินทางผ่านลมมรสุมจากเมียนมา ลาว อินเดีย และจีนตอนใต้ ทำให้มลพิษไม่ใช่เพียงปัญหาของจังหวัด หากเป็นของทั้งลุ่มน้ำโขง แต่โครงสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศยังไม่มีกลไกบังคับหรือฐานข้อมูลร่วมที่เข้มแข็งพอ ทั้งหมดนี้คือ ปัญหาพื้นที่เฉพาะ ที่มีที่มาซับซ้อนต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาในระดับชาติ เราจะพบว่าไทยขาด สถาปัตยกรรมของการบริหารจัดการคุณภาพอากาศที่สามารถสั่งการข้ามหน่วยงานได้จริง ทำให้ไม่ว่าปัญหาจะเกิดที่กรุงเทพฯ มาบตาพุด สระบุรี หรือเชียงใหม่ เรากลับใช้เครื่องมือแบบเดียวกัน คือการแจ้งเตือน การกวาดจับรถควันดำ และการร้องเรียนชุมชน ซึ่งเป็นมาตรการปลายเหตุที่ไม่แตะโครงสร้างที่แท้จริง

ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดมลพิษ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบางกรณีในตะวันออกกลาง สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ องค์กรกลางที่มีอำนาจข้ามกระทรวง และ กฎหมายแม่บท ที่บังคับให้ทุกภาคส่วนเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เช่นในสหราชอาณาจักร การจัดการคุณภาพอากาศถูกยกระดับขึ้นเป็นโครงสร้างแบบรวมศูนย์ผ่าน DEFRA, Joint Air Quality Unit (JAQU), คณะกรรมการ Climate Change Committee (CCC) และกฎหมาย Clean Air Strategy ที่สั่งให้การคมนาคม พลังงาน อุตสาหกรรม สาธารณสุข และท้องถิ่นดำเนินงานตามแผนร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในญี่ปุ่น ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากการที่หน่วยงานท้องถิ่นอย่าง Kanagawa Prefecture เจรจากับโรงงานยักษ์ใหญ่โดยตรงผ่าน Pollution Control Agreement (PCA) จนได้ระบบควบคุมแบบ “ปริมาณรวม” และระบบตรวจวัดแบบ Real-time จากทุกปล่อง การกำหนด buffer zone ที่บังคับใช้จริง ในเกาหลีใต้ รัฐบาลกลางใช้ Clean Air Conservation Act ควบคุมพื้นที่พิเศษอย่างพื้นที่กันชน ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองฟุญัยเราะฮ์ ใช้ระบบ One-Window Authority ผ่าน Fujairah Natural Resources Corporation (FNRC) ทำหน้าที่กำกับเหมือง–โรงโม่–โรงงานแบบองค์รวม ทั้งด้าน zoning, การย้ายโรงงาน พื้นที่กันชน การตรวจวัดคุณภาพ และมาตรการลดผลกระทบกับชุมชน สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นรูปแบบการแก้ปัญหาฝุ่นที่เป็นรูปธรรม
แม้ในประเทศไทยจะมี แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568–2570 ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อวางกรอบการลด PM2.5 ทั้งในเขตเมือง เกษตร ป่าไม้ อุตสาหกรรม และปัญหาข้ามพรมแดน แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างแล้ว การบริหารคุณภาพอากาศของไทยยังคงกระจายตัวอยู่ในหลายกระทรวงที่มีอำนาจรับผิดชอบแตกต่างกัน ทั้งคมนาคม มหาดไทย อุตสาหกรรม เกษตร สาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติเอง ทำให้มาตรการในบางพื้นที่ขับเคลื่อนได้ช้า ไม่ต่อเนื่อง หรือมีข้อจำกัดด้านการบังคับใช้ กรมควบคุมมลพิษแม้จะเป็นหน่วยงานกลางด้านข้อมูลและแผน แต่มีภารกิจหลักด้านเฝ้าระวัง ตรวจวัด แจ้งเตือน และประสานงาน มากกว่าการกำกับหรือลงโทษโดยตรง จึงไม่สามารถสั่งการระบบขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก หรือการจัดการที่ดินของท้องถิ่นได้โดยลำพัง รวมถึงไม่ได้มีอำนาจกำหนด Zoning เมืองหรือกำกับจังหวัดให้ทำงานแบบ single command ในสถานการณ์หมอกควันเข้มข้นเช่นกรณีของจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งเป็นปัญหาที่คร่อมพื้นที่และหน่วยงานอย่างชัดเจน ข้อจำกัดด้านอำนาจของ กรมควบคุมมลพิษส่งผลให้ไทยยังคงใช้มาตรการแก้ไขแบบรายจุดกับแหล่งกำเนิด เช่น ตรวจควันดำ จับโรงงานไม่กี่แห่งในปีหนึ่ง หรือออกประกาศห้ามเผาในบางช่วงเวลา มากกว่าการปรับเชิงระบบ เช่น การออกแบบเมืองให้ลมไหลได้ การวางขนส่งสาธารณะเป็นแกนหลัก การจัดการเกษตรโดยไม่ต้องพึ่งการเผา หรือการสร้างกลไกระดับภูมิภาคเพื่อรับมือหมอกควันข้ามแดนอย่างมีอำนาจต่อรอง ขณะที่ตัวปัญหามลพิษของไทยเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างภูมิศาสตร์เมือง ความแออัดของย่านเศรษฐกิจ ระบบถนน การขยายพื้นที่เพาะปลูกเชิงเดี่ยว ตลาดสินค้าเกษตร และเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งล้วนอยู่นอกอำนาจตรงของ กรมควบคุมมลพิษทั้งสิ้น
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยมีฝุ่นมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า กลไกการกำกับคุณภาพอากาศของเรามีอำนาจและเครื่องมือมากพอหรือไม่ ที่จะขยับทุกภาคส่วนให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกันตามแผนที่ กรมควบคุมมลพิษวางไว้ หากไทยต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึงอากาศสะอาดอย่างเท่าเทียมและปลอดภัย ความท้าทายที่แท้จริงคือการสร้างระบบบริหารคุณภาพอากาศที่สามารถสั่งการข้ามหน่วยงานได้จริง ปัญหาฝุ่นควันจำเป็นต้องถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกรัฐบาลต้องให้ความสนใจต่อการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง พร้อมอำนาจทางกฎหมายที่สอดคล้องกับภารกิจขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน
อ้างอิง
- Choo Chuay, C., Pongpiachan, S., & et al. (2020). Impacts of PM2.5 sources on variations in particulate chemical compounds in ambient air of Bangkok, Thailand. Atmospheric Environment, 245, 117983.
- Aman, N., Manomaiphiboon, K., Pala-En, N., Kokkaew, E., Boonyoo, T., Pattaramunikul, S., Devkota, B., & Chotamonsak, C. (2020). Evolution of urban haze in Greater Bangkok and association with local meteorological and synoptic characteristics during two recent haze episodes. International Journal of Environmental Research and Public Health, 17(24), 9499.
- Huang, C., Hu, T., Duan, Y., Li, Q., Chen, N., Wang, Q., Zhou, M., & Rao, P. (2022). Effect of urban morphology on air pollution distribution in high-density urban blocks based on mobile monitoring and machine learning. Building and Environment, 219, 109173.
- Song, A., Wang, Z., Li, S., & Chen, X. (2025). Comparative Analysis of the Impact of Built Environment and Land Use on Monthly and Annual Mean PM2.5 Levels. Atmosphere, 16(682).
- Manzueta, R., Kumar, P., Arino, A. H., & Martín-Gomez, C. (2024). Strategies to reduce air pollution emissions from urban residential buildings. Science of the Total Environment, 951, 175809.
- Kongtip, P., Singkaew, P., Yoosook, W., Chantanakul, S., & Sujiratat, D. (2013). Health effects of people living close to a petrochemical industrial estate in Thailand. Journal of the Medical Association of Thailand, 96(Suppl. 5), S64–S72.
- Phetrawech, T., & Thepanondh, S. (2017). Source Contributions of PM-10 Concentrations in the Na Phra Lan Pollution Control Zone, Saraburi, Thailand. Science & Technology Asia, 22(4), 61–70.
- Aerosol and Air Quality Research. (2023). Analysis of PM2.5 episodes and air mass trajectories in Northern Thailand during 2019–2021. Aerosol and Air Quality Research, 23(6), Article 220432.
- STA Law Firm. (2018). A guide on the mining industry in UAE.
- Ministry of Climate Change and Environment, & Global Green Growth Institute. (2019). UAE national air emissions inventory project: Final results.
- Chansuebsri, S., Kolar, P., Kraisitnitikul, P., Kantarawilawan, N., Yabueng, N., Wiriya, W., Thepnuan, D., & Chantara, S. (2024). Chemical composition and origins of PM2.5 in Chiang Mai (Thailand) by integrated source apportionment and potential source areas. Atmospheric Environment, 327, 120517.
- Jainontee, K., Pongkiatkul, P., Wang, Y.-L., Weng, R. J. F., Lu, Y.-T., Wang, T.-S., & Chen, W.-K. (2023). Strategy design of PM2.5 controlling for Northern Thailand. Aerosol and Air Quality Research, 23(6), 220432.